มอเตอร์ไซค์ครองแชมป์ตาย 146 ราย วอนรัฐบาลเร่งหยุดโศกนาฏกรรมบนถนน ปลุกคนไทยเคารพกฎจราจร ก่อนชีวิตต้องสังเวยความประมาท!

ถนนไทยยังคงเป็นสมรภูมิคร่าชีวิตประชาชน! เปิดสถิติอุบัติเหตุเพียง 7 วัน ระหว่างวันที่ 18–24 ตุลาคม 2569 พบผู้เสียชีวิตถึง 168 ราย บาดเจ็บอีก 15,933 คน เฉลี่ยสังเวยชีวิตวันละ 24 ศพ รถจักรยานยนต์ครองอันดับหนึ่ง เสียชีวิต 146 ราย ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีพุ่งทะลุ 10,398 ศพ สะท้อนวิกฤตความปลอดภัยทางถนนที่ยังแก้ไม่ตก วอนรัฐบาลยกระดับมาตรการจริงจัง พร้อมปลุกจิตสำนึกผู้ใช้รถใช้ถนน ย้ำกฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ วินัยจราจรต้องเริ่มที่ตัวเอง ก่อนความสูญเสียจะกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย
วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยแทบลอยด์รายงานว่า สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังมีการเปิดเผยข้อมูลรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 18–24 ตุลาคม 2569 พบว่า ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน มีผู้เสียชีวิตรวม 168 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 15,933 คน
ตัวเลขดังกล่าวเท่ากับว่า ในแต่ละวันมีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ย 24 ราย และมีผู้บาดเจ็บเฉลี่ยมากกว่า 2,276 คนต่อวัน นับเป็นความสูญเสียที่สะท้อนให้เห็นว่า ถนนไทยยังเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ช็อก! มอเตอร์ไซค์ครองแชมป์เสียชีวิต 146 ศพ
เมื่อจำแนกผู้เสียชีวิตตามประเภทรถ พบว่ารถจักรยานยนต์มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดถึง 146 ราย คิดเป็นประมาณร้อยละ 86.9 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ขณะที่รถยนต์มีผู้เสียชีวิต 22 ราย
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการป้องกัน ทั้งการสวมหมวกนิรภัย การควบคุมความเร็ว การตรวจสอบสภาพรถ และการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด
ผู้ใหญ่เสียชีวิต 164 ราย เด็กไม่เกิน 15 ปี สังเวยอีก 4 ชีวิต
ข้อมูลจำแนกตามช่วงอายุพบว่า ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 15 ปี จำนวน 164 ราย แบ่งเป็นชาย 129 ราย หญิง 35 ราย ส่วนเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เสียชีวิต 4 ราย เป็นเพศชายทั้งหมด
เมื่อจำแนกตามสัญชาติ พบว่าผู้เสียชีวิตเป็นคนไทย 157 ราย แบ่งเป็นชาย 124 ราย หญิง 33 ราย และชาวต่างชาติอีก 11 ราย แบ่งเป็นชาย 9 ราย หญิง 2 ราย
ส่วนสถานะของผู้เสียชีวิต พบว่าเป็นผู้ขับขี่ถึง 139 ราย ผู้โดยสาร 28 ราย และคนเดินเท้าอีก 1 ราย
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอุบัติเหตุทางถนนไม่ได้สร้างความสูญเสียเฉพาะผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารและประชาชนที่ใช้ถนนร่วมกันด้วย
ช่วงเย็นถึงค่ำอันตราย! เสียชีวิตสูงสุด 47 ราย
สำหรับช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ช่วงเวลา 18.00–21.59 น. มีผู้เสียชีวิต 47 ราย รองลงมาคือช่วงเวลา 14.00–17.59 น. เสียชีวิต 34 ราย และช่วงเวลา 10.00–13.59 น. เสียชีวิต 26 ราย
ช่วงเวลาเย็นถึงค่ำจึงเป็นช่วงที่ควรเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะถนนสายหลัก ทางแยก และเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าช่วงเวลาใดมีความเสี่ยงสูงที่สุด หากไม่มีข้อมูลปริมาณการจราจรประกอบ
สะพรึง! ยอดสะสมปี 69 ทะลุหมื่นศพ
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือข้อมูลอุบัติเหตุสะสมประจำปี 2569 ซึ่งระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 10,398 ราย และมีผู้บาดเจ็บสะสมสูงถึง 740,293 คน
ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงสถิติที่ปรากฏบนกระดาษ แต่หมายถึงชีวิตของประชาชนที่สูญเสียไป ครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ตลอดจนผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่อาจต้องเผชิญผลกระทบต่อสุขภาพ การประกอบอาชีพ และภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
วอนรัฐบาลเลิกแก้ปัญหาเฉพาะเทศกาล ต้องเอาจริงทั้งปี!
สถานการณ์ดังกล่าวควรเป็นสัญญาณเตือนสำคัญถึงรัฐบาล กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งยกระดับมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
โดยเฉพาะการกวดขันผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด เมาแล้วขับ ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งตรวจสอบและแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ปรับปรุงสภาพถนน ระบบไฟส่องสว่าง ป้ายเตือน และเครื่องหมายจราจรให้มีความปลอดภัย รวมถึงนำข้อมูลอุบัติเหตุมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันให้ตรงกับปัญหาในแต่ละพื้นที่
การบังคับใช้กฎหมายต้องมีความจริงจัง เสมอภาค และต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงตั้งด่านตรวจเป็นครั้งคราว แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักว่าการฝ่าฝืนกฎหมายย่อมมีผลตามมา
ถึงเวลาคนไทยสร้างวินัยจราจร หยุดความประมาทก่อนสายเกินแก้
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่อาจฝากความหวังไว้กับรัฐบาลหรือตำรวจเพียงฝ่ายเดียวได้
ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น เพราะกฎหมายจราจรไม่ได้มีไว้เพื่อจับกุมหรือออกใบสั่งเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน
การสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ การคาดเข็มขัดนิรภัย การไม่ขับรถขณะมึนเมา การไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ การเคารพสัญญาณไฟ และการไม่ขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนด ล้วนเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียได้
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ขับขี่ต้องตระหนักว่า ถนนเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิใช้ร่วมกัน ไม่มีใครมีสิทธิใช้ความประมาทของตนเองไปสร้างความเดือดร้อนหรือพรากชีวิตผู้อื่น
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะประกาศสงครามกับความสูญเสียบนท้องถนนอย่างจริงจัง?
เมื่อเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์มีผู้เสียชีวิตถึง 168 ราย และตั้งแต่ต้นปีมีผู้เสียชีวิตสะสมเกินหนึ่งหมื่นราย สังคมไทยไม่ควรยอมรับความสูญเสียเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาอีกต่อไป
รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจน วัดผลได้ และมีหน่วยงานรับผิดชอบอย่างจริงจัง ขณะที่ประชาชนต้องร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ไม่ฝ่าฝืนกฎจราจร และไม่เพิกเฉยต่อพฤติกรรมเสี่ยง
เพราะอุบัติเหตุหนึ่งครั้ง อาจไม่ได้จบลงแค่รถพังหรือคนบาดเจ็บ แต่บางครั้งหมายถึงชีวิตที่ไม่มีวันกลับมา และครอบครัวที่ต้องอยู่กับความสูญเสียไปตลอดชีวิต
หยุดประมาท หยุดฝ่าฝืนกฎจราจร ก่อนถนนสายเดิมจะกลายเป็นสถานที่สูญเสียชีวิตของใครอีกคน!
ที่มา: ข้อมูลรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย ประจำวันที่ 18–24 ตุลาคม 2569 จากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC
https://www.thairsc.com/

