กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ถกปมรื้อโครงสร้างรายได้ ‘ไทยพีบีเอส’ นักวิชาการเตือนดึงงบเข้าคลังเสี่ยงถูกการเมืองแทรกแซง ด้าน ‘ภคมน’ เผย ปชน. เตรียมยื่นร่างประกบ ชี้ไทยพีบีเอสต้องปฏิรูป แต่ต้องปกป้องหลักการสื่อสาธารณะ
.
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน จัดประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องโครงสร้างรายได้และหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ กรณีการเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (ไทยพีบีเอส)
.
โดยในช่วงเช้า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาวาระเกี่ยวกับโครงสร้างรายได้ของไทยพีบีเอส โดยเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจง เริ่มต้น อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี เขต 3 พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอโดย สส. ไม่ได้มาจาก ครม. จึงขอสอบถามกระทรวงการคลังถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีรายได้เป็นของตนเองโดยไม่ต้องนำส่งคลังและไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา ตลอดจนการจัดระเบียบเงินนอกงบประมาณของธุรกิจกองทัพ โดยเห็นว่าหากรัฐบาลต้องการกวดขันวินัยการเงินการคลังจริง ก็ควรดำเนินการรื้อระบบพร้อมกันทุกหน่วยงาน ไม่ใช่เจาะจงเฉพาะสื่อสาธารณะ
.
ด้านตัวแทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้แจงว่า ส่วนราชการที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำเงินส่งคลังต้องทำความตกลงผ่านกรมบัญชีกลาง โดยปัจจุบันมี 4 หน่วยงานและกองทุนที่ได้รับเงินจากภาษีบาป ซึ่งกระทรวงการคลังพยายามควบคุมไม่ให้มีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นอีก ส่วนเงินนอกงบประมาณอื่นมี พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน ดึงเงินสะสมส่งคลังเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม อนุสรณ์ย้ำในประเด็นนี้ว่า การจัดเก็บภาษีบาปเป็นการจัดเก็บเพิ่ม ไม่ได้กระทบต่อรายได้แผ่นดินเดิม
.
ด้าน ภคมน สอบถามถึงตัวเลขผลกระทบที่ชัดเจน ว่าการเปลี่ยนแหล่งที่มางบประมาณของไทยพีบีเอสจะช่วยรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศได้ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด โดยเห็นว่าการอ้างวินัยการคลังกับงบประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ เป็นเรื่องฟังไม่ขึ้นเมื่อเทียบกับ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล อีกทั้งยังสะท้อนว่าฝ่ายงบประมาณมองเพียงตัวเลข แต่กลับละเลยมิติความเป็นอิสระขององค์กร จึงตั้งคำถามไปยังสำนักงบประมาณว่าจะรับประกันความสม่ำเสมอของรายได้ไทยพีบีเอสอย่างไรหากมีการเปลี่ยนระบบ
.
ขณะที่ ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพฯ เขต 28 พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการฯ ตั้งคำถามถึงสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและสำนักงบประมาณว่า ใครจะเป็นผู้รับประกันว่าไทยพีบีเอสจะได้รับงบประมาณที่เพียงพอและต่อเนื่อง โดยไม่ถูกตัดงบเมื่อนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นที่พอใจของผู้มีอำนาจ รวมถึงสอบถามไทยพีบีเอสถึงจุดที่ต้องปรับปรุงโดยไม่กระทบความเป็นอิสระ ตลอดจนตั้งคำถามถึง กสทช. และกรมบัญชีกลาง เรื่องการออกแบบระบบตรวจรับเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐเข้ามาแทรกแซง ซึ่งในส่วนนี้ สำนักงบประมาณชี้แจงว่า ไม่สามารถรับประกันวงเงินที่แน่นอนหรือความสม่ำเสมอให้ไทยพีบีเอสได้ เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินมีจำกัด การจัดสรรจึงต้องพิจารณาตามภารกิจ ความจำเป็น และนโยบายของรัฐบาลในแต่ละปีงบประมาณ
.
ด้าน เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กรุงเทพฯ เขต 2 พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการฯ ให้ความเห็นว่า การมีเงินนอกงบประมาณไม่ได้ขัดต่อวินัยการเงินการคลังเสมอไปตามหลักสากล สังคมไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง ‘ความเป็นอิสระ’ กับ ‘วินัยการเงินการคลัง’ เนื่องจากทั้งสองเรื่องสามารถไปด้วยกันได้หากแหล่งที่มามีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
.
ด้าน วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ให้ข้อมูลว่า ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณจำกัดไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาทมาตั้งแต่ปี 2551 โดยไม่เคยขอเพิ่ม แม้งบประมาณแผ่นดินจะเติบโตขึ้นกว่า 101% จาก 1.8 ล้านล้าน เป็น 3.7 ล้านล้านบาท หากคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าเงิน 2,000 ล้านบาทในปัจจุบันจะเหลือเพียง 1,500 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการมีวินัยทางการเงินสูงสุด นอกจากนี้ยังผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), ผู้สอบบัญชีรับรอง, กรรมการตรวจสอบภายใน, กรรมการนโยบาย, สภาผู้ชมฯ และรายงานต่อรัฐสภาปีละ 2 ครั้ง โดยเจตนารมณ์การก่อตั้งสื่อสาธารณะสืบทอดมาจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เพื่อให้มีสื่อที่เป็นอิสระจากทุนและอำนาจรัฐ สามารถทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่สื่อพาณิชย์ไม่ทำเนื่องจากมีต้นทุนสูง
.
ต่อมา ภคมน ได้สอบถามไปยังผู้บริหารไทยพีบีเอสถึงสัญญาณการแทรกแซง ซึ่งวันชัยยอมรับว่ามีสัญญาณกดดันมาโดยตลอด ทั้งในเชิงรูปธรรมและประเด็นที่ไม่สามารถพูดได้ โดยยกตัวอย่างการถูก สตง. ส่งเจ้าหน้าที่กว่า 30 คน เข้าตรวจค้นและขอเอกสารอย่างหนักและถี่ถ้วนที่สุดในรอบ 18 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา จนพนักงานแทบไม่ได้ทำภารกิจอื่น และระยะหลัง สตง. ไม่ได้เปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสได้ชี้แจงตามขั้นตอนปกติ แต่นำข้อมูลไปสร้างข่าวหรือทำเอกสารหลุด
.
ด้าน ภคมน ระบุต่อไปว่า คณะกรรมาธิการฯ อยากเห็นไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่ ‘พูดได้ทุกเรื่องและเสียงดัง’ เพื่อเป็นหลักพึ่งให้ประชาชน และไม่ต้องการให้เกิดกรณีเหมือน อสมท ที่รายการข่าวสืบสวนสอบสวนถูกปรับเปลี่ยนหรือถอดออกเมื่อกระทบผู้มีอำนาจ
.
ต่อมาในช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาเรื่อง ‘หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อ’ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนมาร่วมให้ความเห็น ซึ่งทุกท่านเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความเป็นอิสระทั้งด้านการเงินและเนื้อหา เพื่อไม่ให้ถูกครอบงำโดยอิทธิพลทางการเมืองหรือทุนพาณิชย์
.
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อเสนอการเปลี่ยนผ่านแหล่งรายได้ จากเดิมที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากผู้ผลิตสุราและยาสูบ ไปสู่การจัดสรรผ่านกองทุน กสทช. หรือระบบงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งนักวิชาการเตือนว่า หากมีการแก้ไขกฎหมาย จำเป็นต้องจัดทำกลไกคุ้มครองที่เข้มแข็งและใช้วิธีจัดสรรแบบคงที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้เงินงบประมาณเป็นเครื่องมือแทรกแซงเนื้อหา
.
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีข้อเสนอให้ไทยพีบีเอสเป็นแกนหลักในการพัฒนาแพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ ควบคู่กับการปรับตัวชี้วัดและเพดานงบประมาณตามอัตราเงินเฟ้อและยอดการรับชมออนไลน์ โดยยังคงไว้ซึ่งคุณค่าสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้สื่อพลเมือง กลุ่มคนเล็กคนน้อย การตรวจสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนการพัฒนาธรรมาภิบาลและความโปร่งใสภายในองค์กร
.
ภคมนกล่าวสรุปก่อนปิดการประชุม โดยย้ำจุดยืนว่า คณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้มาเพื่อปกป้องไทยพีบีเอส แต่มาเพื่อปกป้องความเป็นสื่อสาธารณะที่เป็นหลักพึ่งของประชาชน โดยสัญญาณกดดันจาก สตง. ถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติอย่างชัดเจน สำหรับแนวทางการดำเนินงานในสัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญผู้เสนอร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.ส.ส.ท. และทีมยกร่างกฎหมายของพรรคประชาชน เข้ามาร่วมพิจารณาเนื้อหารายมาตรา โดยฝ่ายค้านเตรียมทำร่างกฎหมายประกบเพื่อขับเคลื่อนร่วมกัน 3 ขา ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และไทยพีบีเอส
.
พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ผู้บริหารไทยพีบีเอสนำเสนอแผนการปฏิรูปองค์กรต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนร่วมเป็นหลักพึ่งสำคัญในการปกป้องสื่อสาธารณะต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะนำความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนไปปรับปรุงร่างแก้ไขกฎหมายให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด

