“สุชาติ” สั่ง “กรมทะเล” รับมือ “สึนามิความร้อน” ย้ำอย่ารอให้ปะการังฟอกขาวก่อนจึงลงมือ

หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, 21 ตุลาคม 2569 – กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (กรมทะเล) ร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อทะเล จัดงานเสวนาในหัวข้อ “รับมือคลื่นสึนามิความร้อน” (Heatwave Tsunami: Prepare · Protect · Preserve) เพื่อประเมินผลกระทบจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ปี 2569–2570 ต่อทะเลและปะการังไทย พร้อมระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติเพื่อเตรียมรับมือก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูงในเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2570 ย้ำ “อย่ารอให้ปะการังขาวก่อนจึงลงมือ” โดยมี นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีและ นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทะเล พร้อมด้วยนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เข้าร่วมเสวนา

นายปิ่นสักก์ กล่าวว่า ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการบริหารจัดการเชิงรุกและการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงได้ร่วมกันจัดงานเสวนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อแนวปะการังและระบบนิเวศทางทะเล แต่ยังเชื่อมโยงถึงทรัพยากรสัตว์น้ำ วิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวม การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสียหายและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายสมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ ที่ปรึกษากรมทะเล กล่าวว่า ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญเริ่มรุนแรงมากตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2569 (RONI 2.3–3.0) ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2540–2541 โดยมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลของไทยสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าอุณหภูมิอาจเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ตั้งแต่สัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2570 ขณะที่อ่าวไทยตอนบนอาจเผชิญความร้อนต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน อีกทั้งการมาถึงของมรสุมอาจล่าช้าออกไป 2–4 สัปดาห์ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแห้งแล้งในช่วงต้นฤดูฝน ทั้งนี้ ความรุนแรงของผลกระทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงสะสมด้วย โดยในปี 2553 อุณหภูมิน้ำทะเลอ่าวไทยสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่อง 58 วัน และเกิดปะการังฟอกขาวรุนแรง ขณะที่ปี 2567 พบอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ดังกล่าวนานถึง 91 วัน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมมาตรการรับมืออย่างเป็นระบบและทันท่วงที

ขณะที่นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการโครงการชี้ว่า ผลกระทบจากเอลนีโญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบนิเวศทางทะเล แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการตั้งถิ่นฐาน การเกษตรและประมง การท่องเที่ยว ตลอดจนวิสาหกิจและเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่ง

ลลิตา ปัจฉิม นักวิจัยด้านปะการัง กรมทะเล กล่าวถึง การตอบสนองต่อความร้อนของปะการัง ว่ามีความแตกต่างกันตามชนิดและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ โดยในปี 2567 เกาะแสมสารพบปะการังฟอกขาวร้อยละ 62 และมีอัตราการตายร้อยละ 33 ขณะที่เกาะล้านพบปะการังที่ไม่เกิดการฟอกขาวร้อยละ 85 ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการค้นหาและคุ้มครองแนวปะการังที่มีความทนทานต่อความร้อน เพื่อรักษาไว้เป็น “แหล่งหลบภัย” และเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของระบบนิเวศในอนาคต ควบคู่กับการใช้แผนที่ความเสี่ยงและกลยุทธ์ฟื้นฟูปะการังตามหลักการ 4R

ส่วนนายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอข้อมูลแนวโน้มอุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลกในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบตลอดทั้งปี พร้อมเน้นย้ำว่า แม้เอลนีโญจะมีความรุนแรง แต่ผลกระทบต่อปะการังไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกพื้นที่ เนื่องจากยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ระยะเวลาที่ได้รับความร้อน กระแสน้ำ ความลึกของน้ำ และความเปราะบางของระบบนิเวศ การคาดการณ์จึงต้องดำเนินควบคู่กับการสำรวจภาคสนาม เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง

ปะการังฟอกขาว

นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย เสนอให้จัดทำแผนรับมือปะการังฟอกขาวระดับชาติ โดยเร่งเตรียมข้อมูล และมาตรการรองรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจและชุมชนก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูง เพราะวิกฤตปะการังฟอกขาวอาจส่งผลต่อเนื่องถึงการท่องเที่ยว การประมง ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนชายฝั่ง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะก่อนฟอกขาว (มกราคม–มีนาคม 2570) ติดตามความร้อน จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงและแนวปะการังที่มีความทนทานต่อความร้อน พัฒนาระบบแจ้งเตือนสำหรับอุทยานแห่งชาติ ผู้ประกอบการดำน้ำ และชุมชนประมง

2. ระยะระหว่างฟอกขาว (เมษายน–มิถุนายน 2570) สำรวจและติดตามสถานการณ์ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ประเมินความรุนแรงของผลกระทบ และบริหารจัดการจุดดำน้ำโดยไม่ผลักภาระไปเพิ่มในพื้นที่อื่น พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม เช่น ห้ามทิ้งสมอเรือหรือสัมผัสปะการัง 3. ระยะหลังฟอกขาว (กรกฎาคม 2570–ธันวาคม 2571) ประเมินอัตราการตายและการฟื้นตัวของปะการังในช่วง 3–6 เดือน และติดตามผลหลัง 12 เดือน ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแนวปะการังที่รอดชีวิต ดำเนินการฟื้นฟูบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และจัดทำมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยเสนอให้จัดตั้ง ศูนย์ประสานงานสถานการณ์ปะการังฟอกขาว ภายใต้กลไกคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านทรัพยากรทางทะเล อุทยานแห่งชาติ ประมง การท่องเที่ยว และสถาบันวิจัย รวมถึงการบริหารจัดการงบประมาณอย่างเป็นระบบ โดยใช้กลไกเดิมลดความซ้ำซ้อน ซึ่งสมาคมจะร่วมกับกรมทะเล, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมประมง ขับเคลื่อน 6 งานเร่งด่วน ได้แก่ 1.การจัดตั้งเครือข่ายนักวิจัย วิธีสำรวจมาตรฐาน และระบบแบ่งปันข้อมูล 2.การจัดทำรายงานความเสี่ยง ตามพื้นที่ฝั่งอันดามันและอ่าวไทย 3.การจัดทำแผนรับมือ 3 ระยะ พร้อมเกณฑ์เตือนภัยและผู้มีอำนาจตัดสินใจ 4.การจัดทำแผนรองรับธุรกิจดำน้ำและเรือนำเที่ยว 5.การประเมินความเสี่ยงต่อประมงและชุมชนชายฝั่ง 6.กรอบงบประมาณฉุกเฉินและงบติดตามระยะยาว