กรุงเทพฯ, 16 ตุลาคม 2569 – นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในฐานะอดีตรมว.พลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตน้ำท่วม โดยระบุว่าจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย นอกจากความเสียหายจากน้ำท่วมประชาชนยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง การประกอบอาชีพ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แม้รัฐบาลจะพยายามแก้ปัญหา แต่ยังเป็นการแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น โดยเฉพาะแนวทางการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุสำคัญอยู่ที่การนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาน้ำมันภายในประเทศไทย
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบ แต่เป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้ว โดยสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศกลั่นน้ำมันต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเช่นเดียวกับไทย ก่อนนำมากลั่นและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ขณะที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลิตน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก จึงตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์อ้างอิง ทั้งที่ไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ

“สิงคโปร์ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นแล้วขายน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเขา แต่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นของเราเอง ผลิตน้ำมันเพื่อให้คนไทยใช้ แล้วทำไมเราต้องไปเอาราคาที่สิงคโปร์ขายให้ประเทศอื่นมาเป็นราคาของคนไทย การอ้างอิงราคาสิงคโปร์จึงเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าต้องยกเลิก” อดีต รมว.พลังงาน กล่าว
นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกว่า ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดดูไบและตลาดเบรนท์ ซึ่งปรับลดลงจากระดับกว่า 120 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ประมาณ 109 และ 104 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์จะปรับลดลงในบางช่วง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ใช้การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 41.44 บาท/ลิตร แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 42.94 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินจาก 39.94 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 41.44 บาท/ลิตร
หัวหน้าพรรค รทสช. กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาที่ควรได้รับการตรวจสอบในโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตและจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศ มากกว่าการอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันจำเป็นต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันตามที่ตนเคยเตรียมดำเนินการในระหว่างดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ส่วนในด้านโครงสร้างต้นทุนและหลักเกณฑ์การกำหนดราคา ต้องออกกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง และใช้วิธี Cost Plus คือต้นทุนจริงบวกด้วยกำไรที่เหมาะสม เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้ราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและความเป็นธรรมด้านพลังงาน
“ผมยืนยันมาตลอดว่าต้องนำต้นทุนที่แท้จริงมาใช้ในการกำหนดราคาน้ำมัน และต้องมีกฎหมายกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง เราไม่ได้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกไปแข่งขันกับสิงคโปร์ แต่ผลิตเพื่อให้คนไทยใช้ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องนำราคาขายของสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์กำหนดราคาภายในประเทศ” อดีต รมว.พลังงาน กล่าว

