ที่ปรึกษา กมธ.อว. ชี้ทางรอดไทยไม่ใช่แข่งแจก แต่ต้องสร้าง รัฐดิจิทัล-Small AI-ระบบนิเวศนวัตกรรม

ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์

รัฐสภา, 15 ตุลาคม 2569 – นายประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ทปษ.กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร เสนอแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยนำบทเรียนและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากเวทีการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก (IMF–World Bank) มาวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ ชี้ทางรอดของไทยไม่ใช่แค่การแข่งลดแลกแจกแถมทางภาษี แต่ต้องปฏิรูปสถาบันภาครัฐ ยกระดับทุนมนุษย์ด้วยแนวคิด “Small AI” และพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างครบวงจร เพื่อรองรับการลงทุนคุณภาพสูงในระยะยาว

นายประเสริฐ ระบุว่า รายงานการศึกษาของ IMF สะท้อนชัดเจนว่า วินัยการคลังและประสิทธิภาพของสถาบันภาครัฐมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในขณะที่มาตรการลดหย่อนภาษีให้ประสิทธิผลจำกัดหากรากฐานสถาบันของประเทศยังเปราะบาง ที่สำคัญ โครงการลงทุนที่ใช้การวิจัยและพัฒนา (R&D) ขั้นสูงจะเลือกปักหมุดเฉพาะในประเทศที่มีความมั่นคงทางกติกาและมีความพร้อมด้านบุคลากรเท่านั้น

“นักลงทุนในโลกยุคใหม่ต้องการความชัดเจน ความแน่นอนของกติกา และกำลังคนที่มีทักษะพร้อมปฏิบัติงานจริง การแข่งขันดึงเม็ดเงินลงทุนจึงเป็นการแข่งขันด้านขีดความสามารถของประเทศ เราต้องเปลี่ยนผ่านจากการหวังพึ่งแค่ตัวเลขเงินลงทุน มาสู่การทำให้เม็ดเงินนั้นสร้างองค์ความรู้ ยกระดับผู้ประกอบการไทย และเพิ่มรายได้ในกระเป๋าของคนทำงานอย่างแท้จริง” ทปษ.กมธ.อว. กล่าว

นายประเสริฐ ได้เสนอ 3 เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. รัฐดิจิทัลลดต้นทุนธุรกิจ และสร้างความโปร่งใสเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructure: DPI) ครบวงจร ทั้งระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตน ระบบการชำระเงิน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ปลอดภัย เพื่อเชื่อมโยงบริการตั้งแต่การตั้งต้นธุรกิจ การขอใบอนุญาต ไปจนถึงการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ โดยต้องแก้ปัญหาข้อมูลแยกส่วนและขาดการเชื่อมต่อตามที่ธนาคารโลกเคยชี้แนะไว้

2. ใช้ “Small AI” ยกระดับคนจากโจทย์จริง แก้จุดอ่อนทักษะพื้นฐาน นำแนวคิด “Small AI” ของนายอาจาย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก มาเป็นเครื่องมือยกระดับผลิตภาพแรงงาน โดยเน้น AI ขนาดเล็กที่เข้าถึงง่าย กินทรัพยากรประมวลผลต่ำ และเจาะจงการแก้ปัญหาหน้างานจริง เช่น ช่วยเกษตรกรวิเคราะห์ดินและผลผลิต ช่วยผู้ประกอบการ SMEs บริหารจัดการสต็อกสินค้า หรือช่วยครูออกแบบสื่อการสอน

3. เชื่อมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม ดึง SMEs ร่วมห่วงโซ่มูลค่า ปรับกลไกสนับสนุนนวัตกรรมให้ครอบคลุมตลอดสาย ตั้งแต่ “วิจัย–ทดสอบ–รับรอง–ลงทุน–ขยายตลาด” โดยใช้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงเปิดให้ SMEs เข้าถึงห้องปฏิบัติการ เครื่องมือเทคโนโลยี และแหล่งทุน เพื่อพัฒนามาตรฐานสินค้าเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโครงการลงทุนขนาดใหญ่

“ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักเดิมได้ เมื่อรัฐเลิกเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ คนทำงานเข้าถึงทักษะแห่งอนาคต และงานวิจัยสามารถแปรรูปเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เป้าหมายสูงสุดคือทำให้การลงทุนในแต่ละระลอกช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และเปลี่ยนความสามารถนั้นกลับมาเป็นงานคุณภาพและรายได้ที่มั่นคงของประชาชน” ทปษ.กมธ.อว. กล่าว