“สุชาติ” เผย โรงงานขยะปราจีน อ้างสิทธิ น.ส.3 ก. สั่งกรมป่าไม้เร่งประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบให้รอบด้าน

สุาติ อรรถพล นิกร

กรุงเทพฯ, 14 ต.ค.69 – จากกรณีประธานเครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็งให้ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เกี่ยวกับข้อร้องเรียนโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับขยะอุตสาหกรรม 12 แห่ง ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าไม้ พร้อมประสานหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย

นายสุชาติ กล่าวว่า ล่าสุดได้รับรายงานเบื้องต้นจากนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ว่าพื้นที่ตามข้อร้องเรียนอยู่บริเวณที่ระบุว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าแควระบม–สียัด จากการตรวจสอบพบการอ้างสิทธิครอบครองที่ดินตามเอกสาร น.ส.3 ก. จำนวน 3 ฉบับ เนื้อที่รวม 77 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวในปี พ.ศ. 2536 กรมป่าไม้ได้มีหนังสือส่งมอบพื้นที่ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำไปดำเนินการตามนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของรัฐในพื้นที่โซน E โดยการตรวจสอบสถานะที่ดินและเอกสารสิทธิจำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานและข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบกัน

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ โรงงานขยะ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ปราจีนบุรี) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานไว้ที่สถานีตำรวจภูธรระบอบไผ่ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ปราจีนบุรี) ได้ทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี ขอให้ตรวจสอบเอกสาร น.ส.3 ก. ทั้ง 3 ฉบับ เนื่องจากมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่อาจทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พร้อมขอให้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นายสุชาติย้ำว่า กระทรวง ทส. จะติดตามความคืบหน้าของกรณีนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย ยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยต้องตรวจสอบให้ชัดเจนทั้งสถานะพื้นที่ เอกสารสิทธิ และประเด็นข้อร้องเรียน เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ