ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) รวบหนุ่มวัย 25 ปี คาลานจอดรถห้างดังปทุมธานี หลังร่วมหลอกนักศึกษาถอนเงินสด 2.5 ล้านบาท ย้ำเตือนภัย อย่าหลงเชื่อสแกมเมอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ลวงเหยื่อสูญเงินเด็ดขาด
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตฉอ.ตร.) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 4 – 10 ต.ค. 69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,263 คดี มูลค่าความเสียหาย 283 252 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 27 ก.ย.-3 ต.ค. 69 คดีที่รับแจ้งความมีจำนวนลเพิ่มขึ้น 984 คดี เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นกว่า 31 ล้านบาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดอยู่ที่ 4,687 คดี คิดเป็น 74.8% ของคดีทั้งหมด และเป็นประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด ที่มีความเสียหายกว่า 73 ล้านบาท คิดเป็น 26.1% ของคดีทั้งหมด
ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด ในสัปดาห์นี้พบว่า
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 119 คดี มูลค่าความเสียหาย 24.8 ล้านบาท
2.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 36 คดี มูลค่าความเสียหาย 2 ล้านบาท
3.ปทุมธานี มีการแจ้งความไว้ 31 คดี มูลค่าความเสียหาย 3.6 ล้านบาท
แต่หากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักจะถูกหลอกในรอบสัปดาห์นี้ ก็ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และก็ยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับที่ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น
มีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนี้
จับกุมคนไทยลักลอบข้ามแดนไทย – กัมพูชา ได้ในพื้นที่ จ.จันทบุรี จำนวน 1 ราย หลังพบเดินทางไปทำเว็บพนันออนไลน์
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.2 บก.ปคม. รับตัวคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา รวม 193 คน ทุกคนให้การสอดคล้องกันว่ามีนายหน้าชักชวนให้มาทำงานที่ปอยเปต ในจำนวนคนไทยที่ถูกส่งกลับมา 28 คน ทำงานเป็นเว็บพนันออนไลน์ที่คาสิโนกาแล็กซี่ ส่วนที่เหลือ 165 คน อ้างว่าทำงานรับจ้างทั่วไปที่ตึกท่ารอง แต่ไม่มีรายใดยอมรับว่าทำงานเป็นสแกมเมอร์
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัตินำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 42 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 3.1 ล้านบาท นอกจากนี้สามารถจับกุมขบวนการสแกมเมอร์ได้ 2 เคส ผู้ต้องหาจำนวน 4 ราย (ชาวไทย3 ราย ชาวจีน 1 ราย) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 1.3 ล้านบาท
ผลปฏิบัติที่น่าสนใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกับ ภ.จว.ปทุมธานี และ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี เข้าช่วยเหลือชาย อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี หลังได้รับการประสานจาก เจ้าหน้าที่ธนาคาร ว่าผู้เสียหายเข้ามาทำการถอนเงินสดลักษณะผิดปกติ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2569 พร้อมเปิดปฏิบัติการเร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้คาหนังคาเขา พร้อมเงินสดของกลาง 1,200,000 บาท และสามารถประสานอายัดเงินในบัญชีไว้ได้ทันอีก 1,300,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายที่ป้องกันได้กว่า 2,500,000 บาท
โดยมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาหาผู้เสียหายโดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินและคดีอาชญากรรมร้ายแรง ด้วยความตกใจกลัวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจนสนิทใจ และยอมทำตามกลอุบายของมิจฉาชีพให้นำเงินสด 2,500,000 บาท มาให้ตรวจสอบเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และจะคืนให้เมื่อไม่พบความผิดปกติ ด้านมิจฉาชีพกุเรื่องให้ผู้เสียหายไปแจ้งความที่ สน.ดอนเมือง ว่า “สลากออมสินหาย” เพื่อนำใบแจ้งความพร้อมบัตรประชาชนตัวจริงมาใช้เป็นหลักฐานในการขอถอนเงินจากสลากฯจำนวน 1,200,000 บาท เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ธนาคารสงสัย โดยในระหว่างที่กำลังทำธุรกรรมภายในธนาคาร มิจฉาชีพจะสั่งให้เหยื่อเปิดวิดีโอคอลพูดคุยทางโทรศัพท์มือถือไว้ตลอดเวลา เพื่อคอยควบคุมความประพฤติและสั่งการทุกฝีก้าว ห้ามวางสายหรือปรึกษาใครเด็ดขาด และในวันเดียวกันยังบังคับให้ถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากจากบัญชีธนาคารเดิมอีก 1,300,000 บาท แต่ในระหว่างที่ผู้เสียหายกำลังดำเนินการถอนเงินรอบที่สอง พนักงานธนาคารสังเกตเห็นพฤติกรรมผู้เสียหายผิดสังเกตอย่างชัดเจน เนื่องจากเหยื่อหน้าตาตื่นตระหนกและมีการวิดีโอคอลพูดคุยทางโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา ทางธนาคารจึงรีบระงับการเบิกถอนเงิน พร้อมกับประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าตรวจสอบทันที โดยสืบทราบว่า ผู้เสียหายจะนำเงินสดจำนวน 1,200,00 บาท ไปส่งให้กับผู้ร่วมขบวนการแก๊งมิจฉาชีพที่จุดนัดหมายบริเวณลานจอดรถภายในห้างสรรพสินค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงวางแผนเข้าจับกุมขณะที่กำลังส่งมอบเงินสดจำนวนดังกล่าว ต่อมาทราบชื่อ นายกชพงศ์ฯ อายุ 25 ปี ทำหน้าที่มารับเงินสดจากผู้เสียหาย ซึ่งรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างให้มารับเงิน เพื่อไปส่งต่อให้กับชาวจีน ย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขยายผลวางแผนต่อเนื่องทันที จนสามารถเข้าจับกุมผู้รับเงินต่อชาวต่างชาติได้บริเวณริมถนนเทียมร่วมมิตร ข้างอาคารศูนย์ซ่อมบำรุงหลัก โครงการรถไฟฟ้ามหานคร เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ทราบชื่อคือ นายชานฯ อายุ 40 ปี สัญชาติมาเก๊า ซึ่งรับสารภาพว่ามีหน้าที่รับเงินต่อเพื่อนำไปส่งให้กับผู้สั่งการอีกทอดหนึ่ง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังตำรวจไปตรวจค้นห้องพักคอนโดมิเนียม ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 20 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ต้องหาพักอาศัยอยู่ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนเงินของกลางจะได้ประสานผู้เสียหายเพื่อคืนเงิน ตามนโยบาย MONEY CASH BACK ต่อไป
สำหรับเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าสูง ดังนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 4 โดยชุดสืบสวน สภ.กุดจับ จ.อุดรธานี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายอายุ 27 ปี ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงินค่าจัดหางานไปทำงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ สูญเงินรวมกว่า 570,000 บาท โดยผู้เสียหายให้การว่า มิจฉาชีพเข้ามาติดต่อชักชวนและหลอกลวงว่าสามารถจัดหางานให้ไปทำงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้ ซึ่งผู้เสียหายมีความสนใจอยากเดินทางไปทำงานต่างประเทศอยู่แล้วจึงหลงเชื่อมิจฉาชีพที่สร้างโปรไฟล์น่าเชื่อถือว่ามีตัวตนจริง ก่อนจะหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการไปทำงาน โดยใช้บัญชีธนาคารหลายแห่งในการรับโอนหลายครั้ง รวมทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 โอนเงิน 270,000 บาท เวลา 16.16 น. และโอนเงินอีก 30,000 บาท เวลา 16.43 น. ในวันที่ 7 ต.ค. 2569 ต่อมา วันที่ 9 ต.ค. 2569 มิจฉาชีพบังคับให้โอนเงินเพิ่มอีก 270,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 570,000 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กุดจับ ได้รับการประสานงานช่วยเหลือ จึงรีบลงพื้นที่ตรวจสอบ เพื่อพบกับผู้เสียหาย และสร้างความเข้าใจ พร้อมทั้งให้คำแนะนำและเชิญตัวผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.กุดจับ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชน อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจ , ปปง และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา, ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด, ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือขอข้อมูลหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมไปถึงการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น หากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้นถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึง บุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์หรือสถาบันการเงิน และธนาคารต่างๆ ที่ระบุว่าเบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากได้รับสายในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจ ขอให้ทำการตรวจสอบกลับไปยังต้นทางที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณ ทั้งนี้ฝากถึงผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตบุตรหลานของท่าน ว่ามีพฤติกรรมแปลกไป พยายามเก็บตัว หรือปลีกตัวจากที่บ้านหรือไม่ และหากพบว่าบุตรหลานมีการขอให้ท่านโอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกันการขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ ขอให้ท่านตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนฯที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และหากยังไม่มั่นใจว่ามีขบวนการสแกมเมอร์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ ขอให้รีบปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร สายด่วน ศูนย์ AOC 1441 ทันที
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”

