วันที่ 13 ตุลาคม 2569 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “Anti-Scam Matrix” รื้อเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 27 จุด ครอบคลุม 11 จังหวัดทั่วประเทศ ยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท
พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า ภาพรวมการดูแลศูนย์ ACSC ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สถิติความเสียหายต่อวันลดลงจากเดิมประมาณ 100 ล้านบาท เหลือประมาณ 30 กว่าล้านบาทในช่วง 1-2 เดือนล่าสุด แม้ตัวเลขจะดีขึ้นระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่เพียงพอเนื่องจากยังมีคดีเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ในช่วงก้าวสู่ปีที่ 2 นี้จึงยกระดับการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันต่างประเทศมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในการทำงานของไทยมากขึ้นจากการทำงานที่โปร่งใสและการแชร์ข้อมูลร่วมกัน
โดยเบาะแสสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้มาจากศูนย์ ACSC ที่ตรวจสอบรายชื่อชาวต่างชาติผู้ถือวีซ่า Thailand Privilege นำมาเทียบเคียงกับข้อมูลการแจ้งความออนไลน์ จนพบความผิดปกติว่ามีบัญชีธนาคารของชาวต่างชาติสัญชาติจีนที่ถือวีซ่าดังกล่าว รับโอนเงินมาจากกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุหลอกลวงประชาชน จึงมอบหมายให้กองบังคับการปราบปรามดำเนินการสืบสวนขยายผล
เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง และเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมายรวม 27 จุด ใน 11 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, เชียงราย, สมุทรปราการ, สระบุรี, สิงห์บุรี, นครปฐม, ชลบุรี, กาฬสินธุ์, นราธิวาส และระนอง สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 39 ราย แบ่งเป็นสัญชาติไทย 30 ราย สัญชาติจีน 8 ราย และสัญชาติเมียนมา 1 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, แสดงตนเป็นคนอื่น, นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน

พร้อมกันนี้ยังสามารถตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินหลายรายการ อาทิ อสังหาริมทรัพย์หรู 8 หลัง มูลค่ากว่า 330 ล้านบาท, โฉนดที่ดินและห้องชุดย่านพระราม 9 มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท, บ้านพักหรูย่านกรุงเทพกรีฑา มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท, รถยนต์หรู 10 คัน, เงินสดและเงินตราต่างประเทศ รวมกว่า 4.2 ล้านบาท, สินทรัพย์ดิจิทัล USDT, ตลอดจนทรัพย์สินมีค่า เครื่องประดับ นาฬิกาหรู และกระเป๋าแบรนด์เนม รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้กว่า 500 ล้านบาท
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ขอศาลออกหมายจับทั้งหมด 71 ราย เป็นชาวไทย 41 ราย ชาวจีน 21 ราย ชาวเมียนมา 3 ราย ชาวลาว 5 ราย และผู้ถือสัญชาติวานูอาทู 1 ราย ปัจจุบันจับกุมได้ 39 ราย มีผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศ 22 ราย ถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีอื่น 6 ราย และยังหลบหนีอยู่ในประเทศไทยอีก 4 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามจับกุม

ว่าที่ พ.ต.ต.ชนกันต์ บุรผากา สว.กก5 บก.ป. ได้ชี้แจงพฤติการณ์ทางคดีว่า ผู้เสียหายถูกกลุ่มคนร้ายหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กให้ร่วมลงทุนเทรดหุ้นในลักษณะ Block Trade อ้างผลตอบแทนสูง ก่อนจะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ที่มีบัญชีม้าของคอลเซ็นเตอร์คอยปั่นกระแส และแนะนำให้เปิดพอร์ตผ่านเว็บไซต์ eto-th.com พร้อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอม ETO TH รวมถึงให้ร่วมฟังการสอนเทรดจากผู้ที่อ้างตัวเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีนิติบุคคลของกลุ่มคนร้ายรวม 13 บัญชี และเมื่อต้องการถอนเงินกำไร กลับถูกบังคับให้โอนเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มจนไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะในเคสตัวอย่างกว่า 26.5 ล้านบาท และจากการขยายผลตรวจสอบบัญชีนิติบุคคลทั้ง 13 บัญชี ยังพบผู้เสียหายหลงกลรวมถึง 74 เคส ความเสียหายรวมกว่า 173 ล้านบาท
ในส่วนของกระบวนการฟอกเงินเชิงลึก พ.ต.ท.ศรันย์ ศรีพักตร์ รอง ผกก.5 บก.ป. ระบุว่า กลุ่มคนร้ายได้ใช้วิธีการกระจายเงินไปยังบัญชีอื่นแล้วเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM, โอนผ่านโพยก๊วนแลกเงิน, ชำระผ่านระบบ Payment Gateway ไปจนถึงการแปลงสภาพเงินเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) แล้วโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลชนิดไม่ระบุตัวตน เพื่อตัดตอนเส้นทางการเงิน โดยจากการตรวจสอบบนบล็อกเชนพบว่า เงินดิจิทัลจะถูกแปลงกลับมาเป็นเงินบาทผ่านแพลตฟอร์ม Exchange ที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่คนร้ายสมัครใช้งานเพื่อแลกเปลี่ยนสกุลเงิน
จากนั้นเงินบาทจะถูกนำไปใช้ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ใช้เป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนแก๊งสแกมเมอร์เพื่อโอนจ่ายให้เหยื่อรายอื่นตายใจในตอนต้น, เบิกถอนเป็นเงินสดโดยกลุ่มบริหารจัดการเงิน เพื่อนำส่งมอบตามจุดนัดหมายสูงสุดครั้งละหลายล้านบาท และนำไปโอนซื้อหรือเช่าระยะยาวอสังหาริมทรัพย์หรูเพื่อฟอกเงิน
จากการสอบสวนเชิงลึก ผู้ต้องหาชาวจีนซึ่งเป็นระดับผู้รับผลประโยชน์ให้การรับสารภาพว่าทำหน้าที่ฟอกเงินให้หุ้นส่วนระดับสูงของศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน (ปอยเปต) ตั้งแต่ปี 2565 มีมูลค่าการฟอกเงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการตรวจสอบบ้านหรูพบว่ากลุ่มคนที่เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่แท้จริง ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงทางเส้นทางการเงินกับกลุ่มผู้ต้องหาโดยตรงและเป็นนอมินีที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการรายอื่น
เมื่อถามถึงมาตรการคัดกรองวีซ่า Thailand Privilege นั้น พล.ต.ท.จิรภพ ระบุว่า ในอดีตมีระบบคัดกรองอยู่แล้ว แต่เมื่อพบเหตุดังกล่าว ทาง ACSC ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อยกระดับการคัดกรองให้เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งตรวจสอบย้อนหลังในกลุ่มผู้ที่ได้รับวีซ่าไปแล้วทั้งหมดเพิ่มเติมด้วย
ส่วนประเด็นสถานการณ์แก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีการประกาศกวาดล้าง แต่ข้อมูลการมอนิเตอร์ยืนยันว่ายังไม่หมดสิ้น เพียงแต่กลุ่มอาชญากรได้กระจายตัวจากคอมพาวด์ขนาดใหญ่ ไปหลบซ่อนตามอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม หรือบ้านพักเพื่อดำเนินกิจการต่อ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนภัยโดยขอให้ระมัดระวังการลงทุนและตรวจสอบข้อมูลกับบริษัทหรือผู้ให้บริการให้รอบคอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบรายชื่อกับทางสำนักงาน ก.ล.ต. ว่าได้รับใบอนุญาตหรือมีการรับรองอย่างถูกต้องหรือไม่ หากแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มใดไม่มีการรับรองหรือได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่น่าเชื่อถือ และอาจเป็นแอปพลิเคชันปลอมที่กลุ่มมิจฉาชีพสร้างขึ้นมา นอกจากนี้ ยังได้เตือนห้ามรับจ้างเปิดบัญชีม้าหรือยินยอมให้นำชื่อไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพราะอาจต้องร่วมรับโทษคดีฟอกเงิน ระวังมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสช่วงสถานการณ์อุทกภัยส่งลิงก์ปลอมให้ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างข่มขู่พัวพันคดี พร้อมย้ำว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีนโยบายโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำหรือตรวจสอบเงินในบัญชีแต่อย่างใด

