ปลัดกระทรวงยุติธรรม แถลง อนุ กก.ฯ ไซเบอร์ เดินหน้าขยายผลยึดทรัพย์เครือข่าย SCAMMER – ยาเสพติด – ฟอกเงิน

เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ สํานักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมศุลกากร ร่วมกันแถลง “คณะอนุกรรมการฯ ไซเบอร์ เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ขยายผลยึดทรัพย์เครือข่าย SCAMMER – ยาเสพติด – ฟอกเงิน โดยเป็นการแถลงข่าวพร้อมของกลางเงินสดกว่า 23,023,000 ล้านบาท

นางสาวประอรรัตน์ รัตนพรสมปอง ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 เปิดเผยว่าคดีนี้เริ่มจากวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจค้นรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ที่ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 จังหวัดเชียงราย พบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 2 ลัง รวม 23,023,000 บาท ซึ่งตามกฎหมายแล้ว การที่จะนำเงินออกไปยังประเทศเมียนมาร์เกิน 2 ล้านบาท ต้องขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรแต่ กรณีนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามกฏหมาย จึงแจ้งความผิดในฐานพยายามลักลอบส่งออกเงิน และผิดกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินภายหลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมสืบสวนขยายผล พบว่าเงินดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และยาเสพติด ทางกรมศุลกากรแม่สาย ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อให้มีการติดตามตัวผู้กระทำความผิด

ร้อยตำรวจเอก เข็มชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ DSI เปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบว่า นายไซ มีการเปิดบัญชีธนาคาร และถอนเงินจากบัญชีธนาคารในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่ตรวจพบในส่วนหนึ่งมีมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท และมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงกับเงินในเครือข่ายรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท ในเครือข่ายทั้งหมดที่ตรวจพบ และยังพบว่าเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดด้วย

ด้านพลตำรวจตรี สราวุธ คนใหญ่ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบุว่า ขณะนี้พบความเชื่อมโยงกับคดีสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างน้อย 4 คดี โดยตรวจพบร่องรอยเงินที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายประมาณ 7-8 ล้านบาท และยังมีผู้เสียหายรายอื่นที่มีพฤติการณ์ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน จึงประสาน ปปง. ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้ผู้เสียหายได้รับการเฉลี่ยทรัพย์คืน

ขณะที่นายกมลสิทธิ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. ระบุว่า หลังจากตรวจสอบและยึดอายัดทรัพย์สินแล้ว จะดำเนินการประกาศให้ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากกลุ่มหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องเข้ายื่นขอคุ้มครองสิทธิ์ตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยจะครอบคลุมทั้งเงิน 23 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นที่ตรวจยึดได้เพิ่มเติม

นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากการจับกุมนายฐาปนนท์ หรือหนูเฉิน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก่อนขยายผลพบเครือข่ายการเงินในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งจากการเข้าตรวจค้น พบว่าเครือข่ายของนายหนูเฉินมีเส้นทางการเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็น สแกมเมอร์ ยาเสพติดมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่า นายไซ ซึ่งเป็นผู้ที่ลำเลียงเงินสดกว่า 23 ล้านบาทเคยมีการพบปะกับเครือข่ายของนายหนูเฉินในพื้นที่แม่สายอยู่เป็นประจำ จึงเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกันและขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการอายัดทรัพย์สินของนายไซไว้ไม่ว่าจะเป็น เงินสด บัญชีคริปโตเคอร์เรนซีหลายบัญชี ซึ่งมีมูลค่ารวมเฉพาะกลุ่มผู้ทำหน้าที่ด้านการเงินไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท โดยเตรียมขยายผลร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงตรวจสอบบริษัทที่อาจเป็นนอมินีทั้งในและต่างประเทศ เพื่อติดตามยึดทรัพย์เพิ่มเติม

ภายหลังการจับกุมนายไซ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบลายนิ้วมือ พบว่ามีอีกหนึ่งตัวตนคือ “นายหลวม ยี่หลง” ซึ่งถือบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรหัวศูนย์ โดยพบว่ามีการดำเนินการเกี่ยวกับบัตรดังกล่าวตั้งแต่ปี 2566 และฝ่ายปกครองได้ออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการรับรองและออกเอกสารดังกล่าว

ขณะที่นายไซมีหนังสือเดินทางเมียนมาและมีข้อมูลเชื่อมโยงกับบัตรหัวศูนย์ของไทย โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าลายนิ้วมือในเอกสารทั้งสองชุดเป็นบุคคลเดียวกัน ทั้งนี้ จากข้อมูลการตรวจสอบพบว่า นายไซเคยบวชเป็นสามเณรที่วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และยังมีความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวอีกหลายข้อหา

นายปิยะศิริ กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ต้องการติดตามเงินที่ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้กลับคืนสู่ผู้เสียหาย พร้อมขยายผลไปถึงเครือข่ายและผู้รับผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง โดยย้ำว่าการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน และติดตามเส้นทางการเงินอย่างต่อเนื่องจนถึงต้นตอ