เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 5 ต.ค. ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย และอดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายวิฑูรย์ เก่งงาน หรือทนายวิฑูรย์ ร่วมกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่เคยดำเนินคดีกับตนเองในกรณีร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 2.5 ล้านบาทภายหลังศาลยกฟ้อง โดยมี นายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนรับเรื่อง
โดยนายสามารถ เปิดเผยว่า กรณีที่ตนเองถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 2.5 ล้านบาท จนศาลพิพากษายกฟ้อง ตามมาตรา 185 โดยเป็นการยกขาว หรือยกขาดว่าตนไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ซึ่งการที่ตนมายื่นหนังสือในวันนี้ ตนต้องการให้เกิดการตรวจสอบการทำหน้าที่ของดีเอสไอ คือ 1.ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแก่รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 3 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องในสำนวนคดีฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ปฯ และ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีตนและมารดา ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหามาก่อนหน้าที่ศาลจะยกฟ้อง ว่าได้มีการนำเอาพยานหลักฐานใดไปขอศาลออกหมายจับตนเองและมารดา และ 2.ขอรับค่าทดแทนเยียวยาในฐานะแพะในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2559) เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีนานถึง 16 เดือน (หรือ 1 ปี 4 เดือน) ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถือเป็นการสูญสิ้นอิสรภาพและถูกพรากสิทธิและเสรีภาพ
สำหรับ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 เกิดขึ้นมาเพื่อแยกให้ดีเอสไอได้ทำสำนวนคดีที่มีความสลับซับซ้อน และต้องการความยุติธรรมที่มากกว่าตำรวจ ซึ่งดีเอสไอ อยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม จะเห็นได้ว่ามีคำสำคัญว่า “ยุติธรรมค้ำจุนโลก” ฉะนั้น ความยุติธรรมไม่ควรต้องเรียกหา หรือต่อสู้เพื่อให้ได้มา และตนจำได้ว่าในสมัยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเคยได้ปฏิรูปดีเอสไอไปแล้ว โดยนำ นายแพทย์ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ซึ่งเป็นคุณหมอ มาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำรวจ เพราะผู้บริหารส่วนใหญ่ในดีเอสไอเป็นตำรวจ เพื่อถ่วงดุลอำนาจกัน
นายสามารถ เผยต่อว่า สิ่งที่ตนต้องเผชิญระหว่างอยู่ในเรือนจำฯ นาน 16 เดือน ตนก็ไม่อยากให้ใครต้องมาประสบพบเจอเช่นกัน จึงเล็งเห็นว่าดีเอสไอควรที่จะปฏิบัติกับตนเหมือนกับคนอื่น ๆ หรือไม่ โดยเฉพาะการต้องยึดตามหลักนิติธรรม (Rule of law) ซึ่งก็คือความเสมอภาคทางกฎหมาย และเสมอภาคทางกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะรวยจนหรือมียศถาบรรดาศักดิ์ใดก็ต้องเสมอภาคทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่ที่ตนเห็นที่ผ่านมา อย่างคดี Forex (กรณีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ และนักแสดงชาย นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม) จะพบว่าดีเอสไอได้ให้ประกันในชั้นสอบสวน โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่หากย้อนไปในคดีสมคบฟอกเงิน The iCon Group ที่ตนโดน กลับไม่ให้ตนประกันตัว ไม่มีแม้แต่การออกหมายเรียกพยานสักครั้ง ไม่มีแม้แต่การออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาหรือชี้แจง ไม่มีแม้กระทั่งจะประสานตนมาเลยว่ามันมีผู้ร้องเรียนสงสัยในเรื่องของตน จะขอให้มาชี้แจง ไม่มีเลย ไม่พูดถึงเรื่องการสอบสวน ไม่บ่งชี้ถึงพยานหลักฐานว่าตนมีเหตุในการปกปิดซ่อนเร้นจำนวนเงินในบัญชีธนาคารอย่างไรเลย ตนรู้ตัวอีกทีก็ถูกดีเอสไอขอศาลออกหมายจับ และขอศาลออกหมายค้นไปค้นบ้านของตนอีกด้วย ทั้งยังมีการปล่อยภาพการค้นบ้านออกสู่สาธารณะ ตนจึงอยากสอบถามว่านี่คือหลักปฎิบัติของดีเอสไออย่างนั้นหรือ เหตุใดกรณีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ จึงไม่โดนเฉกเช่นเดียวกันกับตน หรือเหตุใดนักแสดงชายอักษรย่อ ฟ.ฟัน จึงไม่โดนเช่นเดียวกันกับตน หรือแม้กระทั่ง สส.จังหวัดภูเก็ต ที่มีการออกหมายเรียกพยานถึง 3 ครั้ง ฉะนั้น มันคือการเลือกปฏิบัติหรือไม่ และตนอยากยกตัวอย่างให้ดูว่ากรณีของ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งทำสำนวนคดี Forex ของนายภาวุธ ซึ่งตอนนี้ตนทราบว่าเป็นหนึ่งในผู้จะได้รับการคัดเลือกเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หากตนมีเสียงที่พอสนับสนุนได้ ตนจะขอให้ ร.ต.อ.เขมชาติ ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะท่านยึดหลักว่าทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 29 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตนมองว่าคนแบบนี้เราควรส่งเสริม ซึ่งคนเก่งในดีเอสไอก็มีมาก แต่คนไม่ดีก็มีเหมือนกัน
สำหรับคำร้องที่ตนอยากขอให้กระทรวงยุติธรรมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 3 ราย ประกอบด้วย 2 ราย คือคนที่ทำคดีของตน (คดีสมคบและร่วมกันฟอกเงิน The iCon Group) ส่วนอีก 1 ราย ได้ถูกโอนย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์แล้ว ซึ่งในคดีของตน จะเห็นได้ว่า จากคนที่เคยเป็น ผอ.กองคดี กลับได้ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษถึง 2 ราย ตนจึงอยากให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตรวจสอบดูว่ามีการกลั่นแกล้ง เลือกปฏิบัติ หรือมีอคติต่อตนหรือไม่ เพราะทุกคนก็ได้รู้แล้วว่าศาลอาญาได้ยกฟ้องตน โดยยกขาว เพราะไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและไม่ได้มีพยานหลักฐานว่าตนกระทำความผิด ฉะนั้น เหตุใดจึงเอาตนไปคุมขังไว้นานถึง 16 เดือน จึงต้องสอบถามว่าวันที่ดีเอสไอไปขอหมายจับต่อศาล ได้เอาหลักฐานอะไรไปยื่นต่อศาลบ้าง เพราะตนได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารจากศาลแล้วก็ไม่เจอเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งวันสืบพยานก็ไม่เห็น และในช่วงบ่ายโมงวันนี้ ตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญา เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พร้อมย้ำว่า วันนี้ตนไม่ได้แค้นใครหรือจะมาเอาคืนใครแต่อย่างใด แต่วันนี้ตนมาเพื่อมาทำให้เป็นบรรทัดฐานไม่ให้คนไทยคนใดต้องโดนแบบตนเองอีก
ตลอดเวลา 16 เดือนที่อยู่ในเรือนจำ ตนก็ได้พยายามยื่นประกันชั่วคราวถึง 20 ครั้ง จนสืบพยานเสร็จสิ้น ตนต้องขอบคุณผู้พิพากษา ที่ท่านมีเมตตาและอยู่บนพื้นฐานความจริงว่ามันไม่มีพยานหลักฐานใดที่เกี่ยวข้องกับตนเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ตนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี
”สำหรับเรื่องธุรกรรมเงิน 2.5 ล้านบาทที่ทำให้ตนและมารดาถูกดีเอสไอดำเนินคดีร่วมกันสมคบและฟอกเงินจากบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด นั้น ทาวบอสพอลไม่ได้โอนเงินให้ตน แต่มันเป็นธุรกรรมที่มารดาโอนเงินให้ตน จึงอยากถามว่า หากมารดาโอนเงินให้คุณบ้าง คุณจะต้องติดคุกด้วยหรือไม่ ซึ่งในคดีอาญา โจทก์ต้องรู้ว่าเงินที่พบนั้นเป็นเงินที่มาจากการกระทำความผิดในเรื่องอะไร ไม่ใช่มาถามจำเลยว่านั่นคือเงินค่าอะไร โอนกันอย่างไร มันใช่หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ หลังจากศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้พิพากษาก็บอกว่าตนมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินเยียวยาทดแทนจากการถูกคุมขังภายในเรือนจำ
นายสามารถ ระบุว่า ตนอยากขอความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ให้ดีเอสไอทำงานโดยไม่เลือกปฏิบัติ และอยากให้ดีเอสไอใช้คู่มือเดียวกันในการสืบสวนสอบสวนบุคคล ไม่ใช่ว่าพอเห็นเป็นใครอื่นก็เลือกใช้คู่มือตามที่สะดวกกัน แบบนี้มันคือการเลือกปฏิบัติมันขัดรัฐธรรมนูญ แล้วตนอยากฝากไปยัง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 3 ราย ตนมองท่านเป็นบุคคลที่ยึดหลักนิติธรรม จึงอยากฝากให้ท่านพิจารณาว่า รองอธิบดีดีเอสคนหนึ่ง ให้ไปเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม (รอง ผอ.สกธ.) จะได้ไปดูในเรื่องกฎหมาย หรือเรื่องนิติธรรม เพื่อจะได้ออกกฏหมายและพัฒนากฎหมายหรือออกระเบียบ ส่วนรองอธิบดีดีเอสไออีกคนหนึ่ง อยากให้ท่านไปเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพราะว่าท่านเป็นตำรวจ เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ก็ควรไปอยู่ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนอีกคน หากรัฐมนตรีจะส่งเสริมให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ก็ถือเป็นการโปรโมต เพราะอยู่มานาน ก็แล้วแต่ท่าน หรือจะให้ไปเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดีก็ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตนอยากให้ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ได้เติบโต เพราะท่านยึดหลักนิติธรรมจริง ๆ
นายสามารถ ปิดท้ายด้วยว่า และนอกจากเรื่องของตนที่มาขอรับเงินค่าทดแทนเยียวยาจากการถูกคุมขังเป็นแพะในคดีอาญา ตนก็ได้พา นายพีรชัย คุ้มครอง อายุ 23 ปี บุตรชายของนายวิชัย คุ้มครอง อายุ 55 ปี (เกิดวันที่ 17 ธ.ค.2513 อละมรณะวันที่ 20 ส.ค.2569) บุตรชายของเพื่อนผู้ต้องขังที่ตนเคยเจอในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกจับกุมและศาลมีคำพิพากษาในคดีบัญชีม้า โดยในปัจจุบันนี้หลังจากที่เพื่อนรายนี้ได้พ้นโทษออกมาแล้ว ปรากฏว่าไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็ป่วยด้วยโรคหัวใจและเสียชีวิตลงในที่สุด ซึ่งจะพบว่าเป็นกรณีของการคุมขังเกินระยะเวลาที่ศาลมีคำพิพากษา โดยศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 2 เดือน แต่ถูกจำคุกจริงนาน 1 ปีกว่า จึงเล็งเห็นว่าเป็นการคุมขังเกินระยะเวลาที่ศาลมีคำพิพากษา จึงพาบุตรชายของผู้เสียชีวิตมายื่นคำร้องขอเงินค่าทดแทนจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ ตนยังขอย้ำในเรื่องของการต้องพิจารณาแบ่งแยกการคุมขังของผู้ต้องหาราชทัณฑ์สองกลุ่ม คือ ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว กับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี โดยไม่ควรให้มีการคุมขังด้วยกัน เพราะเราต้องยึดหลัก ตราบใดที่ยังมีไม่มีคำพิพากษาศาลถึงที่สุด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
ด้าน ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน กล่าวว่า สำหรับคดีสมคบและฟอกเงินที่นายสามารถ และพวก ถูกดีเอสไอดำเนินคดีสั่งฟ้องนั้น ทางดีเอสไออ้างว่าเป็นการฟอกเงินจากการโอนเงิน และไม่ได้เชื่อเรื่องการกู้ยืมเงินเลย แต่ในคำพิพากษาศาล ศาลบอกว่าโจทก์ซึ่งเป็นอัยการไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์เลยว่าเป็นการกระทำความผิดอย่างไร แต่มีเพียงรายการเดินบัญชี 4 บัญชี คือ บัญชีธนาคารของนายสามารถ ของมารดานายสามารถ ของบอสพอล และบริษัท ดิไอคอนฯ ซึ่งเป็นการโอนเงินกันฝั่งเดียว ไม่มีหลักฐานว่าสมคบกันแบบใด ประชุมวางแผนแบ่งเปอร์เซ็นต์กันอย่างไร เปลี่ยนแปรสภาพทรัพย์สิน หรือปิดบังซ่อนเร้นอำพรางทรัพย์สินอย่างไร เพราะว่าธุรกรรมดังกล่าวก็เป็นธุรกรรมทางธนาคารที่ไม่ได้มีการมีปิดบังเลย และเป็นธุรกรรมที่เปิดเผย ศาลจึงยกฟ้อง ส่วนเงินที่มีการโอนระหว่างกัน ทางอัยการก็ไม่สามารถพิสูจน์ ได้ว่าเป็นเงินที่มาจากการกระทำผิดกฏหมาย เพราะบริษัท ดิไอคอนฯ ก็ไม่ใช่บริษัทผิดกฎหมาย เลย ซึ่งมันต่างกับคดีสแกมเมอร์หรือคดีเว็บพนัน ที่จะทำให้เงินมีความผิดโดยสภาพอยู่แล้ว แต่ของบริษัท ดิไอคอนฯ มันยังต้องพิสูจน์กันต่อไป ทั้งนี้ ดีเอสไอไม่เคยออกหมายเรียกพยานหรือหมายเรียกผู้ต้องหาให้นายสามารถได้เข้าชี้แจงเลย แต่มีการไปขอศาลออกหมายจับแทน พร้อมอ้างว่าอัตราโทษสูง 3 ปี จึงไม่ให้ประกันตัวชั่วคราวในชั้นพนักงานสอบสวน และนอกจากนี้ กรณีที่นายสามารถขอให้กระทรวงยุติธรรมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้ง 3 รายนี้ ก็เนื่องด้วยเป็นบุคคลที่อยู่ในการประชุมของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสำนวนคดีดังกล่าว เพื่ออนุมัติการขอศาลออกหมายจับและการมีความเห็นสั่งฟ้องคดี
ทนายวิฑูรย์ ปิดท้ายว่า สำหรับคดีร่วมกันสมคบและฟอกเงินที่ดีเอสไอเคยดำเนินคดีกับนายสามารถและมารดา นั้น ตนทราบว่าทั้งคู่ไม่เคยถูกดีเอสไออายัดบัญชีธนาคารเลย ทั้งที่แจ้งข้อกล่าวหาสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยเช่นเดียวกัน ส่วนคดีหลักของบริษัท ดิไอคอนฯ และบรรดาบอส จะมีการสืบพยานอีก 70 นัด ราววันที่ 20 ม.ค.2570 โดยอัยการมีพยานโจทก์อยู่ 121 ปาก คาดว่าคดีจะจบในช่วงวันที่ 19 พ.ย.2570

