ครบรอบ 54 ปี กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยด้วยวิทยาศาสตร์ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ครบรอบ 54 ปี กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยด้วยวิทยาศาสตร์ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมยกระดับระบบการผลิตและมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตอบโจทย์ ตลาดยุคใหม่ พร้อมผนึกพลัง DOA Together ขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่สินค้าเกษตรปลอดภัย มูลค่าสูง และยั่งยืน

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา กรมวิชาการเกษตร ครบรอบปีที่ 54 ภายใต้แนวทาง “กรมวิชาการเกษตร ต่อยอด ขยายผล ก้าวกระโดด” พร้อมชื่นชมการทำงานของกรมวิชาการเกษตร ที่ขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนบรรลุผลเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์การเกษตร ยุคใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้มั่นคงและมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการผลิต “สินค้าเกษตรปลอดภัย มูลค่าสูง” และ แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ที่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยกรมวิชาการเกษตรมีส่วนสำคัญในการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไปสนับสนุน การผลิตจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม และเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาด ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภาคการเกษตรกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ต้นทุนการผลิต ความผันผวนของตลาดโลก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้บริโภค และความต้องการอาหารที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ ที่ส่งผลต่อรูปแบบการผลิต สินค้าเกษตร ทำให้การพัฒนาภาคการเกษตรจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ กรมวิชาการเกษตรจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การจัดการโรคและแมลงศัตรูพืช การใช้ชีวภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาระบบตรวจสอบและรับรอง ที่สร้าง ความเชื่อมั่นให้กับสินค้าเกษตรไทย

ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมภาคการเกษตรไทยให้พร้อมต่อกติกาใหม่ของตลาดโลก โดยเฉพาะเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การตรวจสอบย้อนกลับ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อุปทาน อาทิ มาตรการด้านคาร์บอนและกฎระเบียบว่าด้วยสินค้า ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในอนาคต และสิ่งสำคัญคือการพัฒนาการเกษตรให้มีความแม่นยำและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา ช่วยตั้งแต่การเลือกพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพและชีวภัณฑ์ การบริหารจัดการศัตรูพืช ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับทิศทางการทำงานของกรมวิชาการเกษตร ในปีที่ 54 จะเน้นการเปลี่ยน “งานวิจัย” ให้เกิด “การใช้ประโยชน์” มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับโจทย์ของเกษตรกรและความต้องการของตลาดเป็นตัวตั้ง ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้การวิจัยและพัฒนาไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถ นำไปต่อยอดในพื้นที่และสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง

“ในโอกาสครบรอบปีที่ 54 ไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินหน้าตามภารกิจเดิม แต่เป็นการยกระดับวิธีคิด และวิธีทำงานให้สอดรับกับบริบทใหม่ของโลก โดยนำจุดแข็งด้านงานวิจัย บุคลากร และเครือข่ายของกรมฯ มาผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวภายใต้แนวคิด DOA Together เชื่อมโยงทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วน ตั้งแต่นักวิจัย นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ เกษตรกร ภาคเอกชน และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้เกิดการ ต่อยอด ขยายผล และก้าวกระโดด จากองค์ความรู้ไปสู่การสร้างโอกาสและรายได้ให้เกษตรกร พร้อมวางรากฐานภาคการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในอนาคต” นายรพีภัทร์ กล่าว