
น้ำท่วมไม่ได้พามาแค่น้ำ แต่พาเชื้อโรคจากดิน ท่อระบายน้ำ ส้วม และมูลสัตว์มาถึงหน้าบ้าน กรมควบคุมโรคเตือนทุกปีว่าช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด 1 ถึง 4 สัปดาห์ เป็นช่วงที่ผู้ป่วยโรคฉี่หนู น้ำกัดเท้า ตาแดง โรคทางเดินอาหาร และไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นชัดเจน ขณะที่ไฟฟ้าดูดและการจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นที่ไม่ใช่โรคแต่มากับน้ำท่วมเสมอ
ในบทความนี้17 หัวข้อ · อ่านราว 15 นาที▾
- ภาพรวม: โรคที่มากับน้ำท่วมมีอะไรบ้าง
- 1. โรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส) โรคที่อันตรายที่สุดในน้ำท่วม
- 2. น้ำกัดเท้า รักษาเองได้ไหม ใช้ยาอะไร
- 3. ตาแดง โรคที่ติดกันทั้งบ้านภายในไม่กี่วัน
- 4. โรคทางเดินอาหาร: อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์
- 5. โรคทางเดินหายใจ: ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม
- 6. ไข้เลือดออก โรคที่มาหลังน้ำลด
- 7. เมลิออยด์ (ไข้ดิน) โรคที่คนเมืองไม่รู้จัก
- 8. บาดแผล บาดทะยัก และสัตว์มีพิษหนีน้ำ
- ภัยที่ไม่ใช่โรค แต่คร่าชีวิตมากที่สุด: ไฟดูดและจมน้ำ
- สุขภาพจิตช่วงน้ำท่วม
- กลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
- อาหารและน้ำช่วงน้ำท่วม
- ยาและของที่ควรมีติดบ้านช่วงน้ำท่วม
- หลังน้ำลด: ทำความสะอาดบ้านอย่างไรไม่ให้ป่วยซ้ำ
- สัญญาณอันตราย ต้องไปโรงพยาบาลทันที
- แหล่งอ้างอิง
บทความนี้รวมโรคและภัยสุขภาพช่วงน้ำท่วมไว้ครบในหน้าเดียว แยกเป็น 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มบอกสาเหตุ ช่องทางติดเชื้อ ระยะฟักตัว อาการเริ่มต้น อาการรุนแรง การดูแลตัวเองที่บ้าน และจุดที่ต้องหยุดรักษาเองแล้วไปโรงพยาบาล ปิดท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยง ยาที่ควรมีติดบ้าน การดูแลอาหารและน้ำ และการทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดให้ไม่ป่วยซ้ำ ข้อมูลอ้างอิงจากกรมควบคุมโรค กรมอนามัย และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยมีลิงก์แหล่งที่มาท้ายบทความ
ภาพรวม: โรคที่มากับน้ำท่วมมีอะไรบ้าง
กรมควบคุมโรคจัดกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังช่วงน้ำท่วมไว้ 3 กลุ่มหลักคือ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ และโรคที่มักเกิดตามมากับน้ำท่วมโดยตรง (ฉี่หนู ตาแดง ไข้เลือดออก น้ำกัดเท้า) บวกกับภัยสุขภาพที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ ได้แก่ สัตว์มีพิษ ไฟดูด จมน้ำ และบาดแผล ตารางนี้สรุปให้เห็นในหน้าเดียวว่าโรคไหนมาเร็ว โรคไหนมาช้า และโรคไหนอันตรายถึงชีวิต
| โรค / ภัย | ติดมาทางไหน | ระยะฟักตัว | อาการเด่น | ระดับอันตราย |
|---|---|---|---|---|
| โรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส) | เชื้อในน้ำและโคลนเข้าทางแผล ผิวหนังแช่น้ำ ตา ปาก | เฉลี่ย 10 วัน (4 ถึง 19 วัน) | ไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง ปวดน่อง ตาแดง | สูงมาก เสียชีวิตได้จากไตวาย เลือดออกในปอด |
| น้ำกัดเท้า | ผิวแช่น้ำสกปรกนาน ติดเชื้อราหรือแบคทีเรียซ้ำ | 1 ถึง 3 วันหลังลุยน้ำต่อเนื่อง | คัน แดง ลอก เปื่อย เจ็บ | ต่ำ แต่ลุกลามได้ในผู้ป่วยเบาหวาน |
| ตาแดง | น้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา มือสกปรกขยี้ตา | 1 ถึง 3 วัน | ตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล ขี้ตา | ต่ำ แต่ติดต่อกันง่ายทั้งบ้าน |
| อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์ | น้ำและอาหารปนเปื้อน มือสกปรก | ไม่กี่ชั่วโมงถึง 3 วัน (ไทฟอยด์ 1 ถึง 3 สัปดาห์) | ถ่ายเหลว ปวดท้อง อาเจียน ไข้ | ปานกลาง อันตรายในเด็กเล็กและผู้สูงอายุจากการขาดน้ำ |
| ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม | ละอองฝอย ตัวเปียกและอากาศชื้นทำให้ภูมิลด | 1 ถึง 4 วัน | ไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อยถ้าลงปอด | ปานกลางถึงสูงในผู้สูงอายุและเด็กเล็ก |
| ไข้เลือดออก | ยุงลายที่เพาะในน้ำขังหลังน้ำลด | 5 ถึง 8 วันหลังถูกกัด | ไข้สูงลอย 2 ถึง 7 วัน ปวดเมื่อย จุดเลือดออก | สูง ระยะไข้ลดคือช่วงอันตรายที่สุด |
| เมลิออยด์ (ไข้ดิน) | เชื้อในดินโคลนเข้าทางแผล หรือสำลักน้ำ | 1 ถึง 21 วัน หรือนานกว่านั้น | ไข้สูง ปอดอักเสบ ฝีหนองตามตัว | สูง โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน เกษตรกร |
| แผลติดเชื้อ บาดทะยัก สัตว์มีพิษ | ของมีคมใต้น้ำ งู ตะขาบ แมงป่องหนีน้ำเข้าบ้าน | ทันที ถึงหลายวัน | แผลบวมแดงมีหนอง ปวด ชา หายใจลำบาก | ขึ้นกับชนิด งูพิษต้องถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุด |
1. โรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส) โรคที่อันตรายที่สุดในน้ำท่วม
ติดมาอย่างไร
เชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปราอาศัยอยู่ในไตของหนูและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมถึงสุนัข วัว และหมู แล้วถูกขับออกมากับปัสสาวะ กรมควบคุมโรคระบุว่าเชื้อจะปนเปื้อนอยู่ตามน้ำ ดินที่เปียกชื้น หรือพืชผัก และมีชีวิตอยู่ในน้ำนิ่งได้นานหลายสัปดาห์ เมื่อน้ำท่วมกวาดปัสสาวะสัตว์จากรังหนู ท่อระบายน้ำ และคอกสัตว์มารวมกัน น้ำท่วมขังทุกหยดจึงถือว่ามีความเสี่ยง
เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยถลอก รอยแตกของผิวหนัง ผิวหนังที่แช่น้ำนานจนอ่อนนุ่ม และทางเยื่อบุตา จมูก ปาก การเดินลุยน้ำเท้าเปล่า ย่ำโคลน ล้างบ้านหลังน้ำลดโดยไม่ใส่รองเท้าบูต ว่ายน้ำหรือเล่นน้ำท่วม และการกินอาหารที่ปนเปื้อน คือพฤติกรรมเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยไทย กลุ่มอาชีพที่เสี่ยงสูงคือเกษตรกร คนงานเก็บขยะ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และผู้ที่ต้องทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด
ระยะฟักตัวและอาการเริ่มต้น
- ระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 10 วัน อยู่ในช่วง 4 ถึง 19 วัน บางรายเร็วภายใน 2 วันหรือนานถึง 26 วัน (กรมควบคุมโรค) จึงต้องสังเกตอาการต่อเนื่องราว 1 เดือนหลังสัมผัสน้ำท่วม
- ไข้สูงเฉียบพลัน 38 ถึง 40 องศา หนาวสั่น
- ปวดศีรษะรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและหลังกระบอกตา
- ปวดกล้ามเนื้อรุนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะน่อง โคนขา และหลัง กดแล้วเจ็บ เดินลำบาก นี่คืออาการที่แยกโรคฉี่หนูจากไข้หวัดทั่วไปได้ดีที่สุด
- ตาแดงทั้งสองข้างโดยไม่มีขี้ตา
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร บางรายท้องเสีย มีผื่น
โรคนี้มักดำเนินเป็นสองระยะ ระยะแรกราว 4 ถึง 7 วันเป็นช่วงที่เชื้ออยู่ในกระแสเลือด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ราว 90 เปอร์เซ็นต์เป็นชนิดไม่รุนแรงและอาจดีขึ้นเอง แต่ราว 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์จะเข้าสู่ระยะที่สองซึ่งรุนแรง หลังไข้ลดลงชั่วคราว 1 ถึง 3 วันแล้วกลับมาป่วยหนักขึ้น
อาการรุนแรง (กลุ่มอาการเวล) ที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) จากตับอักเสบ
- ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะ ปัสสาวะสีเข้ม ขาบวม ซึ่งเป็นสัญญาณไตวายเฉียบพลัน สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโรคนี้
- หายใจหอบ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก จากเลือดออกในปอด
- ซึม สับสน เพ้อ คอแข็ง จากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- จุดเลือดออกตามตัว เลือดกำเดา อาเจียนเป็นเลือด
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันตก
การวินิจฉัยและการรักษา
โรคฉี่หนูรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และยิ่งเริ่มยาเร็วในระยะแรกยิ่งลดโอกาสเกิดภาวะรุนแรง ปัญหาคืออาการช่วงแรกคล้ายไข้หวัด ไข้เลือดออก และไข้หวัดใหญ่มาก แพทย์จึงต้องอาศัย “ประวัติสัมผัสน้ำท่วม” เป็นตัวชี้ทาง ดังนั้นเมื่อไปพบแพทย์ให้บอกทันทีว่าลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และมีบาดแผลหรือไม่ การตรวจยืนยันใช้การตรวจเลือดหาแอนติบอดีหรือสารพันธุกรรมของเชื้อ ซึ่งใช้เวลา แพทย์มักเริ่มยาปฏิชีวนะตามอาการและประวัติก่อนผลตรวจออก
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองเพื่อ “ป้องกัน” หลังลุยน้ำ กรมควบคุมโรคแนะนำการให้ยาป้องกันเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูงบางกรณีภายใต้การพิจารณาของแพทย์เท่านั้น การใช้ยาเองทำให้เชื้อดื้อยาและบดบังอาการเมื่อป่วยจริง
วิธีป้องกันโรคฉี่หนู
- หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ แช่น้ำ หรือย่ำโคลนโดยไม่จำเป็น ไม่ว่ายน้ำหรือปล่อยให้เด็กเล่นน้ำท่วม
- หากจำเป็นต้องลุยน้ำ สวมรองเท้าบูตยางที่สูงกว่าระดับน้ำ และถุงมือยางเมื่อล้างบ้านหรือเก็บขยะ
- ปิดบาดแผลทุกจุดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำก่อนลงน้ำ หากมีแผลใหญ่หรือแผลเปิดให้เลี่ยงการลงน้ำเด็ดขาด
- ล้างมือ ล้างเท้า และร่างกายด้วยสบู่ทันทีหลังขึ้นจากน้ำ เช็ดให้แห้ง ล้างตาด้วยน้ำสะอาดถ้าน้ำกระเด็นเข้าตา
- กำจัดหนูและแหล่งอาหารของหนู เก็บอาหารและขยะในภาชนะปิดมิดชิด อย่าทิ้งขยะลงน้ำท่วมขัง
- ดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวด ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำสะอาด
- ในประเทศไทยไม่มีวัคซีนป้องกันโรคฉี่หนูสำหรับคนทั่วไป การป้องกันที่ได้ผลจริงคือไม่สัมผัสน้ำและโคลน
2. น้ำกัดเท้า รักษาเองได้ไหม ใช้ยาอะไร
น้ำกัดเท้าหรือที่ศิริราชเรียกว่าโรคเท้าเปื่อย เกิดจากผิวหนังแช่น้ำสกปรกนานจนชั้นผิวชั้นนอกเปื่อยและสูญเสียเกราะป้องกัน ระยะแรกเป็นเพียงการระคายเคืองจากความเปียกชื้นและสิ่งสกปรกในน้ำ แต่หากแช่น้ำต่อเนื่องหลายวัน เชื้อราหรือแบคทีเรียจะเข้าไปติดเชื้อซ้ำจนกลายเป็นแผล เจ็บจนเดินไม่ได้ และเป็นทางเข้าของเชื้อโรคฉี่หนูและบาดทะยักด้วย
| ระยะ | อาการ | ดูแลอย่างไร |
|---|---|---|
| ระยะ 1 ระคายเคือง | คัน แดง แสบ ผิวลอกเป็นขุยตามง่ามนิ้วและฝ่าเท้า ไม่มีแผล | ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีหลังลุยน้ำ เช็ดให้แห้งสนิทโดยเฉพาะง่ามนิ้ว ทาครีมบำรุงหรือวาสลีนก่อนลุยน้ำครั้งต่อไปเพื่อเป็นเกราะกันน้ำ ใส่ถุงเท้าแห้งเสมอ |
| ระยะ 2 ติดเชื้อรา | คันมาก ผิวเปื่อยขาวเป็นแผ่น มีกลิ่น ลอกเป็นวง ขอบแดง | ทายาฆ่าเชื้อรากลุ่มโคลไตรมาโซล คีโตโคนาโซล หรือเทอร์บินาฟีน วันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ถึง 4 สัปดาห์แม้อาการดีขึ้นแล้ว ไม่ใส่ถุงเท้าและรองเท้าเปียกซ้ำ |
| ระยะ 3 ติดเชื้อแบคทีเรีย | บวม แดง ร้อน ปวด มีหนองหรือน้ำเหลืองซึม อาจมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต | พบแพทย์ ต้องกินยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยไต และผู้สูงอายุห้ามรอ เพราะแผลลุกลามเร็วและอาจติดเชื้อในกระแสเลือด |
สิ่งที่ไม่ควรทำคือ แกะหรือดึงผิวที่ลอก ใช้ปูนแดง น้ำมันก๊าด หรือสมุนไพรพอกแผลเปิด เดินเท้าเปล่าในบ้านที่พื้นยังเปียก และใส่รองเท้าคู่เดิมที่ยังไม่แห้ง หากต้องลุยน้ำทุกวัน ให้เตรียมรองเท้าบูตยาง ถุงเท้าสำรองอย่างน้อย 2 คู่ และผ้าเช็ดเท้าแยกไว้ที่หน้าประตู เมื่อกลับเข้าบ้านให้ล้างเช็ดทันที
3. ตาแดง โรคที่ติดกันทั้งบ้านภายในไม่กี่วัน
ตาแดงช่วงน้ำท่วมมี 2 แบบ แบบแรกคือเยื่อบุตาอักเสบจากน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตาหรือมือสกปรกขยี้ตา ทำให้ตาแดง เคือง แสบ น้ำตาไหล มีขี้ตา แบบที่สองคือตาแดงจากไวรัส ซึ่งติดต่อผ่านมือ ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน และน้ำที่ใช้ร่วมกัน ระบาดในศูนย์พักพิงและบ้านที่อยู่กันหนาแน่นได้ง่าย
- เมื่อน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือทันที ห้ามขยี้
- แยกผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน และไม่ใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่น
- ล้างมือบ่อย โดยเฉพาะก่อนสัมผัสหน้า
- อาการทั่วไปหายเองใน 7 ถึง 14 วัน ประคบเย็นช่วยลดอาการเคือง
- ต้องพบแพทย์เมื่อ ตามัวหรือมองไม่ชัด ปวดตามาก กลัวแสง ขี้ตาเขียวเหลืองมาก หรือเป็นในเด็กเล็กและผู้ใส่คอนแทคเลนส์ ผู้ใส่คอนแทคเลนส์ต้องหยุดใส่จนหายสนิท
4. โรคทางเดินอาหาร: อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์
น้ำท่วมทำให้ระบบประปา ส้วม และท่อระบายน้ำปนกัน กรมควบคุมโรคเตือนโดยเฉพาะพื้นที่ที่น้ำลดแล้วว่าโรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษจะเพิ่มขึ้นชัดเจน จากน้ำดื่มปนเปื้อน อาหารที่แช่น้ำ อาหารที่ปรุงไว้นานโดยไม่มีตู้เย็นเพราะไฟดับ และมือที่ไม่ได้ล้าง
แยกอาการให้ถูก
- อุจจาระร่วงทั่วไป ถ่ายเหลว 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน อาจปวดท้อง คลื่นไส้ ส่วนใหญ่หายเองใน 1 ถึง 3 วัน
- อาหารเป็นพิษ เกิดเร็วภายใน 1 ถึง 12 ชั่วโมงหลังกิน อาเจียนมาก ปวดบิด มักเป็นพร้อมกันหลายคนที่กินอาหารเดียวกัน
- บิด ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดเบ่ง มีไข้ ต้องพบแพทย์
- ไทฟอยด์ ไข้สูงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ ปวดท้อง ท้องผูกหรือท้องเสีย ระยะฟักตัว 1 ถึง 3 สัปดาห์ ต้องพบแพทย์
ดูแลตัวเองที่บ้าน
- ดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) จิบบ่อย ๆ ทดแทนน้ำที่เสียไป ถ้าไม่มีซองเกลือแร่ ผสมเอง: น้ำต้มสุก 1 ลิตร น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือครึ่งช้อนชา
- กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก กล้วย งดนม อาหารมัน และน้ำอัดลม
- ไม่ซื้อยาหยุดถ่ายกินเองในเด็ก และในผู้ใหญ่ที่มีไข้หรือถ่ายเป็นมูกเลือด
- ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำและก่อนกินอาหาร ทิ้งอุจจาระและขยะในถุงมัดปากแน่น ไม่ทิ้งลงน้ำท่วม
ต้องไปโรงพยาบาลเมื่อมีสัญญาณขาดน้ำ ได้แก่ ปากแห้ง ตาโหล ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม เวียนหัวเมื่อลุกยืน ในเด็กเล็กดูที่ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมบุ๋ม ซึม ไม่ยอมดื่ม ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียนไม่หยุดจนดื่มอะไรไม่ได้ หรือไข้สูงเกิน 2 วัน
5. โรคทางเดินหายใจ: ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม
ตัวเปียกฝนและน้ำท่วมทั้งวัน อากาศชื้น นอนในศูนย์พักพิงที่แออัด และความเครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันลดและเชื้อไวรัสแพร่ง่าย กรมควบคุมโรคจัดไข้หวัดใหญ่และปอดบวมเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเฝ้าระวังช่วงน้ำท่วม อาการไข้หวัดใหญ่คือไข้สูงเฉียบพลัน ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลียมาก ต่างจากหวัดธรรมดาที่มักไม่มีไข้สูง
- เปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกทันที เช็ดตัวและผมให้แห้ง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ
- ผู้ที่มีไข้ ไอ ให้สวมหน้ากากอนามัย แยกที่นอนและของใช้ ปิดปากเวลาไอจาม
- ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ซึ่งฉีดได้ในช่วงน้ำท่วมถ้ายังไม่ได้ฉีด
- สัญญาณปอดบวมที่ต้องไปโรงพยาบาล หายใจเร็ว หอบ เจ็บหน้าอก ริมฝีปากเขียว ไข้สูงเกิน 3 วัน ในเด็กเล็กดูซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
6. ไข้เลือดออก โรคที่มาหลังน้ำลด
ขณะน้ำท่วมยุงลายวางไข่ไม่ได้เพราะน้ำไหล แต่หลังน้ำลด 1 ถึง 2 สัปดาห์ ภาชนะ ยางรถ กระถาง และเศษวัสดุที่มีน้ำขังทั่วพื้นที่กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์มหาศาล ผู้ป่วยไข้เลือดออกจึงมักพุ่งขึ้นในเดือนถัดจากน้ำท่วม
- อาการ ไข้สูงลอย 2 ถึง 7 วัน ไม่ค่อยตอบสนองยาลดไข้ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อย หน้าแดง มีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามแขนขา เบื่ออาหาร คลื่นไส้
- ช่วงอันตรายที่สุดคือวันที่ไข้เริ่มลด (วันที่ 3 ถึง 6) ซึ่งอาจเกิดภาวะช็อก สังเกตอาการ ซึม มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ปวดท้องมาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ปัสสาวะน้อย ให้ไปโรงพยาบาลทันที
- ห้ามกินยาแอสไพรินและยากลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโพรเฟน เพราะทำให้เลือดออกง่าย ใช้พาราเซตามอลตามขนาดที่กำหนดเท่านั้น
- ป้องกัน คว่ำและกำจัดภาชนะน้ำขังทุกใบทันทีที่น้ำลด ทายากันยุง นอนกางมุ้งแม้กลางวัน ยุงลายกัดเวลากลางวัน
7. เมลิออยด์ (ไข้ดิน) โรคที่คนเมืองไม่รู้จัก
เชื้อเมลิออยด์อยู่ในดินและน้ำโดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ แต่พบทั่วประเทศ กรมควบคุมโรคเตือนคู่กับโรคฉี่หนูทุกฤดูฝน เชื้อเข้าทางบาดแผลที่สัมผัสดินโคลน การสำลักน้ำ หรือสูดฝุ่นดินหลังน้ำลด ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก ระยะฟักตัว 1 ถึง 21 วัน แต่บางรายนานเป็นเดือนถึงปี
- อาการ ไข้สูงเรื้อรัง ไอ หอบเหนื่อยคล้ายปอดบวม แผลเป็นฝีหนองที่ผิวหนังหรืออวัยวะภายใน ต่อมน้ำเหลืองโต บางรายติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว
- ป้องกัน ผู้ป่วยเบาหวานและผู้มีแผลไม่ควรสัมผัสดินโคลนโดยตรง สวมรองเท้าบูตและถุงมือ ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาด ดื่มน้ำต้มสุก
- เมื่อมีไข้เรื้อรังเกิน 3 วันหลังสัมผัสดินโคลน ให้บอกแพทย์ว่าสงสัยไข้ดิน เพราะต้องใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะและรักษานาน
8. บาดแผล บาดทะยัก และสัตว์มีพิษหนีน้ำ
แผลจากของมีคมใต้น้ำ
ตะปู เศษแก้ว สังกะสี และฝาท่อที่มองไม่เห็นใต้น้ำขุ่นทำให้เกิดแผลลึกที่ปนเปื้อนเชื้อจากน้ำท่วมโดยตรง ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ให้นานอย่างน้อย 5 นาที ใส่ยาฆ่าเชื้อ ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซกันน้ำ และเปลี่ยนทุกวัน แผลลึกจากของสกปรก แผลถูกสัตว์กัด หรือแผลที่มีเศษวัสดุฝัง ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อล้างแผลและพิจารณาฉีดวัคซีนบาดทะยัก ผู้ที่ฉีดวัคซีนบาดทะยักเข็มสุดท้ายนานเกิน 10 ปี หรือจำไม่ได้ ควรฉีดกระตุ้น
งู ตะขาบ แมงป่อง
สัตว์เหล่านี้หนีน้ำขึ้นมาอยู่ในบ้าน ในรองเท้า กองผ้า และใต้ตู้ กรมควบคุมโรคแนะให้เคาะรองเท้าและสะบัดเสื้อผ้าก่อนใส่ทุกครั้ง จัดของให้เป็นระเบียบ และใช้ไฟฉายส่องก่อนหยิบของในที่มืด
- ถูกงูกัด ตั้งสติ ถอดแหวนและเครื่องประดับใกล้แผล ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ให้อวัยวะที่ถูกกัดอยู่นิ่งและต่ำกว่าระดับหัวใจ ดามด้วยไม้หรือกระดาษแข็ง ห้ามกรีด ห้ามดูดพิษ ห้ามขันชะเนาะแน่น ห้ามใช้สมุนไพรพอก ถ่ายรูปงูถ้าทำได้โดยไม่เสี่ยง แล้วไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดหรือโทร 1669 งูพิษในไทยส่วนใหญ่มีเซรุ่มรักษาได้หากถึงมือแพทย์ทัน
- ตะขาบและแมงป่อง ปวดบวมมากแต่มักไม่ถึงชีวิต ล้างแผล ประคบเย็น กินยาแก้ปวด ไปโรงพยาบาลถ้าบวมลามเร็ว มีไข้ หายใจลำบาก หรือถูกกัดต่อยในเด็กเล็ก
- แพ้รุนแรง หน้าบวม ปากบวม หายใจไม่ออก ผื่นขึ้นทั้งตัว โทร 1669 ทันที
ภัยที่ไม่ใช่โรค แต่คร่าชีวิตมากที่สุด: ไฟดูดและจมน้ำ
ทุกปีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมส่วนใหญ่ไม่ได้ตายด้วยโรคติดเชื้อ แต่จมน้ำและถูกไฟฟ้าดูด กรมควบคุมโรคย้ำให้ตัดไฟฟ้าในบ้านตั้งแต่น้ำเริ่มเข้า ถอดปลั๊กและสับคัตเอาต์ ไม่แตะเสาไฟ ตู้ไฟ หรือสายไฟที่จมน้ำ และห้ามเด็กเล่นน้ำโดยเด็ดขาดเพราะกระแสน้ำ ท่อระบายน้ำที่เปิดอยู่ และหลุมใต้น้ำมองไม่เห็น เด็กที่จมน้ำในน้ำท่วมมักเกิดขณะผู้ใหญ่ขนของ ดังนั้นต้องมีคนดูเด็กโดยเฉพาะหนึ่งคนเสมอ อ่านขั้นตอนตัดไฟและการช่วยคนถูกไฟดูดอย่างละเอียดใน น้ำท่วมบ้าน ตัดไฟอย่างไรให้ปลอดภัย
สุขภาพจิตช่วงน้ำท่วม
ศิริราชจัด “โรคเครียด” เป็นหนึ่งในโรคที่มากับน้ำท่วม อาการที่พบบ่อยคือนอนไม่หลับ วิตกกังวลตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย ใจสั่น ปวดหัว ในผู้สูงอายุที่ต้องอพยพอาจซึมเศร้าและสับสน ในเด็กอาจกลับไปฉี่รดที่นอนหรือติดผู้ปกครองมากขึ้น สิ่งที่ช่วยได้คือ รักษากิจวัตรเดิมให้มากที่สุด จำกัดการดูข่าวซ้ำ ๆ แบ่งงานเป็นชิ้นเล็ก และพูดคุยกับคนในครอบครัว หากนอนไม่หลับติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หมดหวัง หรือคิดทำร้ายตัวเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
- เด็กเล็ก ขาดน้ำเร็วเมื่อท้องเสีย จมน้ำง่าย ไม่ควรลุยน้ำเลย ถ้าต้องอุ้มผ่านน้ำให้ผู้ใหญ่สวมบูตและถือไม้นำทาง
- ผู้สูงอายุ ปอดบวมและไข้หวัดใหญ่รุนแรงกว่า ล้มง่ายบนพื้นลื่น ยาประจำตัวห้ามขาด
- หญิงตั้งครรภ์ ห้ามลุยน้ำ ห้ามยกของหนัก ระวังไข้เลือดออกและอาหารเป็นพิษเป็นพิเศษ นัดฝากครรภ์ที่เลื่อนต้องนัดใหม่ทันที
- ผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงสูงสุดต่อน้ำกัดเท้าลุกลาม ไข้ดิน และแผลติดเชื้อ ตรวจเท้าทุกวัน ห้ามเดินเท้าเปล่า
- ผู้ป่วยไตวายที่ฟอกไต ต้องมีแผนไปฟอกไตที่โรงพยาบาลสำรองหากเส้นทางถูกตัด แจ้งหน่วยไตเทียมล่วงหน้า
- ผู้ป่วยติดเตียง ควรอพยพก่อนน้ำมาถึง ประสานสำนักงานเขต หรือโทร 1669 กรณีต้องเคลื่อนย้ายด่วน
- ผู้มีโรคประจำตัวทุกราย สำรองยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถ่ายรูปฉลากยาไว้ในมือถือ
อาหารและน้ำช่วงน้ำท่วม
- ดื่มน้ำบรรจุขวดหรือน้ำต้มเดือดอย่างน้อย 1 นาที น้ำประปาในพื้นที่น้ำท่วมอาจปนเปื้อนแม้ดูใส
- อาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปที่แช่น้ำท่วม ถ้าบรรจุภัณฑ์บุบ บวม เป็นสนิม หรือฝาเปิดง่าย ให้ทิ้ง กระป๋องที่สมบูรณ์ให้ล้างและฆ่าเชื้อภายนอกก่อนเปิด
- อาหารในตู้เย็นที่ไฟดับเกิน 4 ชั่วโมง เนื้อสัตว์ นม และอาหารปรุงสุกให้ทิ้ง ของแช่แข็งที่ยังแข็งอยู่ใช้ต่อได้
- อาหารกล่องบริจาค กินภายใน 4 ชั่วโมงหลังปรุง ถ้ามีกลิ่นเปรี้ยว เมือก หรือสีเปลี่ยน ห้ามกิน
- ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำสะอาด ปอกเปลือกก่อนกิน ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง
ยาและของที่ควรมีติดบ้านช่วงน้ำท่วม
| หมวด | รายการ | ใช้เมื่อ |
|---|---|---|
| ยาสามัญ | พาราเซตามอล ผงเกลือแร่ ORS ยาแก้แพ้ ยาธาตุ ยาลดกรด | ไข้ ท้องเสีย แพ้ อาหารไม่ย่อย |
| ยาใช้ภายนอก | ยาฆ่าเชื้อรา (โคลไตรมาโซล) วาสลีน เบตาดีน แอลกอฮอล์ น้ำเกลือล้างแผล คาลาไมน์ | น้ำกัดเท้า แผล ผื่นคัน |
| อุปกรณ์ | พลาสเตอร์กันน้ำ ผ้าก๊อซ ผ้าพันแผล กรรไกร ปรอทวัดไข้ หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง | ปิดแผล วัดไข้ ล้างบ้าน |
| ป้องกัน | รองเท้าบูตยาง ยากันยุง มุ้ง สบู่ เจลล้างมือ | ลุยน้ำ กันยุง ล้างมือ |
| ยาประจำตัว | สำรอง 2 สัปดาห์ พร้อมสำเนาใบสั่งยา | ทุกวัน |
เช็กลิสต์ฉบับเต็มสำหรับจัดกระเป๋าฉุกเฉินอยู่ใน ถุงยังชีพ 72 ชั่วโมง จัดเองอย่างไร
หลังน้ำลด: ทำความสะอาดบ้านอย่างไรไม่ให้ป่วยซ้ำ
- สวมรองเท้าบูต ถุงมือยาง หน้ากาก และแว่นตา ก่อนเข้าบ้าน ตรวจไฟฟ้าก่อนสับเบรกเกอร์
- เปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศอย่างน้อย 30 นาที ก่อนเริ่มทำงาน
- ตักโคลนออกก่อน แล้วล้างพื้นและผนังด้วยน้ำสะอาดและผงซักฟอก จากนั้นฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฟอกขาว (โซเดียมไฮโปคลอไรต์) ผสมน้ำ 1 ต่อ 10 ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก ห้ามผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาล้างห้องน้ำหรือแอมโมเนียเพราะเกิดก๊าซพิษ
- เฟอร์นิเจอร์บุนวม ที่นอน พรม และของที่ดูดซับน้ำแล้วแห้งไม่ได้ภายใน 48 ชั่วโมง ให้ทิ้ง เพราะเป็นแหล่งเชื้อรา
- ขัดคราบราด้วยน้ำสบู่ แล้วเช็ดด้วยน้ำยาฟอกขาวผสมน้ำ ตากให้แห้งสนิท ผู้เป็นหอบหืดและภูมิแพ้ไม่ควรเป็นคนทำงานส่วนนี้
- ล้างถังเก็บน้ำและถังพักน้ำ ระบายน้ำเดิมทิ้ง ล้างด้วยน้ำยาฟอกขาว แล้วรองน้ำใหม่
- คว่ำภาชนะทุกใบ กำจัดขยะรอบบ้านทันทีเพื่อตัดวงจรยุงลายและหนู
- ล้างมือและอาบน้ำทันทีที่เสร็จงาน ซักเสื้อผ้าที่ใช้ทำงานแยกจากเสื้อผ้าอื่น
สัญญาณอันตราย ต้องไปโรงพยาบาลทันที
- ไข้สูงร่วมกับปวดน่องหรือปวดศีรษะรุนแรง ภายใน 1 เดือนหลังลุยน้ำ (สงสัยฉี่หนู)
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม
- หายใจหอบ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก ริมฝีปากเขียว
- ซึม สับสน ชัก คอแข็ง
- ไข้ลดแล้วแต่ซึม มือเท้าเย็น ปวดท้องมาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ (สงสัยไข้เลือดออกช็อก)
- ท้องเสียจนปากแห้ง ตาโหล ปัสสาวะน้อย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ถ่ายเป็นมูกเลือด
- แผลบวมแดงลามเร็ว มีหนอง มีไข้ หรือแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน
- ถูกงูกัด ถูกไฟดูด จมน้ำ แพ้รุนแรง โทร 1669
- สอบถามข้อมูลโรค สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
แหล่งอ้างอิง
- เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis, Weil Disease) รายละเอียดโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
- กรมควบคุมโรค เตือนหน้าฝนระวัง โรคไข้ฉี่หนู ไข้ดิน ย้ำเลี่ยงแช่น้ำหรือดินโคลนนาน กรมควบคุมโรค 24 กรกฎาคม 2569
- ฝนตกหนัก ระวัง 6 โรคร้าย และภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี กรมควบคุมโรค
- กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว ระวังโรคระบบทางเดินอาหารและน้ำ กรมควบคุมโรค
- กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนเฝ้าระวังโรคเมลิออยด์โดสิส ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน
- โรคที่มากับน้ำท่วม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- ทำอย่างไรเมื่อน้ำท่วมบ้าน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
- 8 วิธีเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมอย่างปลอดภัย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
- เตือนภัยสุขภาพช่วงฤดูฝน แนวทางปฏิบัติตนและข้อควรระวังภัยจากน้ำท่วม กรมประชาสัมพันธ์
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการป้องกันโรค ไม่ใช่คำวินิจฉัย หากมีอาการให้ปรึกษาแพทย์หรือโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ปรับปรุงล่าสุด 26 กันยายน 2569

