“ผอ.JIC” ย้ำเสียงวิจารณ์คนไทยไม่ใช่คำรับสารภาพประเทศ ชี้ ความคิดเห็นไม่ใช่หลักฐาน-แชร์ไม่ใช่คำพิพากษา

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีการนำบทวิเคราะห์ของนักวิชาการไทยไปเผยแพร่ต่อในฝั่งกัมพูชา จนถูกมองว่าเป็นการใช้ “เสียงคนไทยโจมตีไทย” ว่า ต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน เรื่องแรก นักวิชาการไทยมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมเปิด เรื่องที่สอง การที่บุคคลหรือฝ่ายใดเลือกหยิบความคิดเห็นนั้นไปขยายความต่อ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และไม่สามารถนำความคิดเห็นของบุคคลหนึ่งไปสรุปว่าเป็น “การยอมรับของประเทศไทย” ได้ เพราะความคิดเห็นไม่ใช่หลักฐาน และบทวิเคราะห์ไม่ใช่คำรับสารภาพของรัฐ

ส่วนกรณีผู้นำกัมพูชานำบทความของนักวิชาการไทยไปเผยแพร่เอง มีนัยทางการเมืองหรือไม่นั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องคาดเดาเจตนาของใคร สิ่งที่ควรดูคือผลของการสื่อสาร เมื่อมีการเลือกนำความเห็นบางส่วนจากอีกประเทศหนึ่งไปเผยแพร่ต่อ ผู้รับสารต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อสรุปผิดว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐนั้น ประเทศไทยจึงขอยืนยันง่าย ๆ ว่า “เสียงวิจารณ์ภายในประเทศไทย คือเสียงของสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่คำพิพากษาต่อประเทศไทย”

ส่วนกรณีมีคำวิจารณ์ว่าคำแถลงเปิดของฝ่ายไทยที่สิงคโปร์รุนแรงเกินไป เหมือนเปิดเวทีด้วยการตำหนิกัมพูชานั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ประชาชนสามารถกลับไปอ่านหรือรับชมคำแถลงฉบับเต็มได้ ไม่ควรตัดสินจากถ้อยคำบางประโยคที่ถูกเลือกออกมา โดยฝ่ายไทยได้อธิบายทั้งบริบทของความสัมพันธ์ เหตุการณ์ที่ผ่านมา จุดยืนด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนยืนยันความพร้อมที่จะร่วมกระบวนการอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรม ที่สำคัญ ไทยกล่าวอย่างชัดเจนว่า ประตูของการเจรจายังคงเปิดอยู่ ดังนั้นต้องดู “Full Statement – Full Context – Full Timeline”

สำหรับกรณีที่กัมพูชาอาจใช้บทวิจารณ์ของคนไทยเพื่อบอกคณะกรรมการว่า “แม้แต่คนไทยยังเห็นว่าไทยผิด” ไทยควรตอบอย่างไรนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์ โดยคณะกรรมการไกล่เกลี่ยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ ซึ่งจะพิจารณาข้อมูล กฎหมาย เอกสาร และข้อเสนอของทั้งสองฝ่าย ความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์ บทความ หรือโพสต์บนโซเชียลมีเดีย สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงสาธารณะได้ แต่ไม่สามารถแทนข้อเท็จจริงทางกฎหมายหรือจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐได้ “ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ความคิดเห็นไม่ใช่ข้อยุติ และการแชร์บทความไม่ใช่คำพิพากษา”

ส่วนที่ไทยเสียเปรียบด้านการสื่อสารหรือไม่ เพราะกัมพูชาพยายามวางตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า การแข่งขันกันว่าใครพูดดังกว่าไม่ใช่เป้าหมายของประเทศไทย สิ่งที่ไทยต้องทำคือทำให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าถึงข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เราไม่จำเป็นต้องบอกให้โลกเลือกข้างไทย เราเพียงขอให้โลกเลือกข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่าเป็นการบ่งชี้หรือไม่ว่าเรื่องดังกล่าวเป็น Information Operation ของกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า ก่อนจะใช้คำว่า Information Operation เราต้องมีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์การวางแผนและวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการนั้น แต่ในทางการสื่อสาร เราทราบดีว่า การเลือกข้อความ การเลือกผู้พูด และการเลือกเวลาที่เผยแพร่ สามารถกำหนดกรอบการรับรู้ของสาธารณะได้ ดังนั้นประเทศไทยไม่ควรตอบโต้ด้วยการโจมตีบุคคล แต่ควรตอบด้วยเอกสาร หลักฐาน ลำดับเหตุการณ์ และกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับนักวิชาการไทยที่วิจารณ์รัฐบาลควรถูกตำหนิหรือไม่นั้น ผอ.JIC กล่าวว่า “ไม่ครับ” เราไม่ควรทำให้นักวิชาการหรือประชาชนที่เห็นต่างกลายเป็นคู่ขัดแย้งของรัฐ สังคมไทยสามารถมีความคิดเห็นหลากหลายได้ และรัฐบาลมีหน้าที่ตอบคำถามเหล่านั้นด้วยข้อมูล สิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อความคิดเห็นส่วนบุคคลถูกนำออกจากบริบท แล้วนำไปสร้างความหมายใหม่ว่าเป็น “ฉันทามติของประเทศไทย” ตรงนี้เราต้องชี้แจงให้ชัด

ผอ.JIC กล่าวว่า ประเทศไทยพร้อมพูดคุยบนโต๊ะเจรจา พร้อมใช้กลไกระหว่างประเทศตามพันธกรณี และพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ขอให้ทุกฝ่ายกลับไปสู่สาระสำคัญของกระบวนการนี้ คือข้อเท็จจริง กฎหมาย และการหาทางออกที่ทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน “อย่านำความคิดเห็นของประชาชนคนหนึ่งไปทำให้กลายเป็นคำพูดของคนทั้งประเทศ และอย่านำความแตกต่างภายในสังคมไทยไปตีความว่าเป็นความอ่อนแอของประเทศไทย”

“ประเทศไทยไม่กลัวการตรวจสอบ ไม่กลัวความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่จำเป็นต้องชนะสงครามวาทกรรม สิ่งที่ประเทศไทยต้องการชนะ คือความไว้วางใจด้วยข้อเท็จจริง”

พร้อมย้ำว่า “เสียงวิจารณ์ของคนไทยไม่ใช่คำรับสารภาพของประเทศไทย ความคิดเห็นไม่ใช่หลักฐาน การแชร์ไม่ใช่คำพิพากษา ไม่ขอให้โลกเลือกข้าง แต่ขอให้โลกเลือกข้อเท็จจริง”