‘สว.นันทนา’ พูดดังๆ “กูไม่กลัวมึง” โอด ถูก ‘สว.น้ำเงิน’ เอาคืน ขุดห้องจูปีเตอร์ ยันรวมตัวกันเปิดเผย ไร้โพยฮั้ว ซัด กกต.ฟันแค่ 26 สว.ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยน ‘สีน้ำเงิน’ ยังเป็นเสียงข้างมาก เหิมเกริมต่อไป เสนอบันได 4 ขั้น สกัดกินรวบประเทศ เปิดโปงให้ถึง ‘Last boss’
วันที่ 19 ก.ย. 69 สมัชชาสภาเที่ยงธรรม ภาคีเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ และ สว. สำรอง จัดเสวนา ”โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ“ โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว., นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น, นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, พลตำรวจโท คำรบ ปัญญาแก้ว สว. สำรอง และว่าที่ร้อยตรีมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัคร สว. ร่วมเสวนา
น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า เราไม่ได้มาเพื่อเฉลิมฉลอง แต่เรามาเพื่อจดจำว่า การรัฐประหารทำให้ประเทศมีปัญหาขนาดไหน ประชาชนไม่มีความศรัทธากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือ กกต.หค. เพราะตั้งแต่เลือก สว. ปี 67 เป็นต้นมา หลายฝ่ายส่งเสียงร้องไปที่ กกต. คนที่นั่งอยู่ในวุฒิสภาไม่ใช่คนที่ได้มาโดยปกติ เพราะสิ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนคือ คะแนนที่มากันเป็นปึกๆ มาแบบล้มกระดาน พฤติกรรมการรวมกลุ่มกันเสื้อเหลือง แฟ้มดำ รถตู้มาเป็นขบวน พฤติกรรมในสภาคือโหวตไปในทางเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกคือเลือกประธานวุฒิสภา และการลงมติหลังจากนั้นเป็นต้นมา 2 ปีเศษ คือการลงมติด้วยเสียงข้างมาก 150++ ซึ่ง กกต. ควรจะมาจัดการสะสาง แต่เราก็ไม่ได้เห็นว่า กกต. จะไปสะสาง แต่กลับไปส่งฟ้อง สว. สอบตก 40 คดี
ทั้งนี้ คิดว่าถ้า กกต. จัดการ สว. ที่นั่งอยู่ในสภาให้เรียบร้อย แล้วไม่มีอะไรทำ ภาษาจีนเรียกว่าเจี๊ยะป้าบ่อสื่อ หรือกินอิ่มไปอยู่ดีไม่ว่าดี ก็ไปฟ้อง สว. สอบตก เพราะสิ่งที่ กกต. ต้องทำตอนนี้แต่กลับไม่ทำ จนกระทั่งคนถามว่า ตกลงแล้ว กกต. สีอะไร
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า การต่อสู้เรียกร้องในกรณี สว. เราต่อสู้กันทั้งในสภาและนอกสภา ตนอยู่ในสภา ก็พยายามอภิปรายคัดค้านการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ เราควรจะชะลอไปก่อน เพราะท่านที่นั่งอยู่ในสภา 138 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้มาโดยไม่สุจริต แม้จะยังไม่มีคำตัดสิน แต่การที่ท่านถูกกล่าวหา แล้วมาเลือกองค์กรอิสระ เช่น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ มาตัดสินคดีท่าน อันนี้เรียกว่าต่างตอบแทนหรือไม่ มันชัดเจนมากๆ แล้ว แต่ผลที่ตนได้รับคือ ทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาอภิปราย ถูกปิดไมค์ ประท้วง ด่าทอ เมื่อสกัดตนไม่ได้ ก็ร้องว่าตนฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วยการพูดคำว่าคนขายหมู
“นี่คือความเหิมเกริมที่ใช้เสียงข้างมากลากไป ในการทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่เขาต้องการ ดิฉันอยากจะกระซิบดังๆ ว่า กูไม่กลัวมึง” น.ส.นันทนา กล่าว
น.ส.นันทนา กล่าวว่า แม้พวกเราจะส่งเสียงดังขนาดไหน กกต. ก็ไม่ได้ยิน จนกระทั่ง สว. สำรองได้ไปร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วมีการตั้งคณะไต่สวนที่ 26 ก็เริ่มมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเป็นพันๆ ปาก แต่ก็ยังมี สว. สีน้ำเงินไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ การตั้งคณะอนุที่ 26 ตั้งอย่างถูกต้อง เพื่อสืบสวนสอบสวน ถ้าลำพัง กกต. จะไม่สามารถหาเส้นทางโทรศัพท์, หาเส้นเงินได้ การร่วมกับดีเอสไอเหมือนกับเปิดทางสว่าง ว่ามันกำลังจะไปถึงจุด ปรากฏว่าอนุที่ 26 ส่งเรื่องไปที่ กกต. ใหญ่ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ปี 68 บัดนี้ผ่านมาหนึ่งปีกว่า สำนวนยังนอนนิ่งอยู่ ถ้าไม่มีเสียงของฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นมาส่งเสียง และประสานเสียงกับไอลอว์ ทำให้คดีโกง สว. จุดติด แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงใคร เพราะปรากฏว่าทั้งไอลอว์และนายพริษฐ์ก็ถูกฟ้องหลายคดี
“ส่วนดิฉันก็กำลังถูกเอาคืนโดยพวกสีน้ำเงิน ไปขุดเอาเรื่องห้องจูปีเตอร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างโปร่งใส มีการเชิญ กกต. และสื่อมวลชนไป เราไม่ได้ปิดลับ ไม่ได้มีการทำลับๆ ล่อๆ ไปซ่อนอยู่ตามโรงแรมแล้วทำโพยกัน และที่สื่อรายงานว่า 300 คน เพราะเขาเห็นหมด อันนี้ก็พยายามที่จะสแกนหา ’มด‘ มาให้ได้ ’ช้าง‘ ทั้งตัวอยู่ในห้องมองไม่เห็น” น.ส.นันทนา กล่าว
น.ส.นันทนา กล่าวว่า วันที่ 14 กันยายน กกต. แถลงผลจาก 229 คน เหลือแค่ 77 คน กรรมการบริหารพรรคไม่ถูกฟ้องเลย ทำให้คนรู้สึกคับแค้นใจกับผลการวินิจฉัยนี้ เพราะมันคือการฆ่าตัดตอน เพื่อไม่ให้ไปถึงผู้บงการ หรือลาสต์บอส นี่คือสิ่งที่คนเขาข้องใจ เพราะกระบวนการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ชนิดที่ไปตัดตอนหลายจังหวัด ขบวนการนี้เกิดทั้งประเทศ แล้วบอกว่ามันต่างคนต่างปล้น บังเอิญปล้นแล้วได้อยู่ในสภาเหมือนกัน โดยไม่มีใครบงการ ซึ่งไม่มีใครเชื่อ และ 77 คนคือสีน้ำเงินอ่อนๆ พวกเข้มๆ ยังอยู่ดีกินดี สะดวกสบายอยู่ในสภา
น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า เมื่อผลออกมาไม่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรค การร้องยุบพรรคก็ไม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ การฟ้อง สว. เพียงแค่ 26 คนไม่ทำให้สมการในสภาเปลี่ยน เพราะในสภาเสียงข้างมาก 150++ ลบไปแค่ 26 คนยังเหลือ 124 คน ยังเลือกองค์กรอิสระได้ แก้รัฐธรรมนูญได้ ยังคงเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการทุกคณะได้ และแก้กฎหมายได้ ที่ยับเยินคือร่าง พ.ร.บ. อากาศ แทบเรียกว่า พ.ร.บ. อากาศสกปรกที่ออกมาจากวุฒิสภา ทำให้คนรู้สึกว่าตกลงที่เราทำมาทั้งหมดพยายามที่จะออกมาเปิดโปงไม่ได้ผลอะไรเลย
แต่ก็ยังดีที่มี กกต. เสียงน้อย 2 คนที่ออกมาทำให้เราเห็นว่ากระบวนการเลือก สว. เป็นขบวนการ ไม่ได้ทำกันเป็นรายบุคคล นี่คือกระบวนการต่อภาพช้าง แล้วเห็นว่ามันเป็นช้างทั้งตัว แต่ความหวังก็ยังมีต่อ คือ สว. สำรองได้ไปยื่นฟ้องตรงต่อศาล เพราะเราคงจะต้องร้องหลายศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา ศาลอาญา หรือศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าพึ่งอะไรไม่ได้ก็ต้องไปพึ่งศาลพระภูมิก็แล้วกัน
“ทั้งหมดก็คงจะเริ่มเห็นแล้วว่าขบวนการโกง สว. นำไปสู่การยึดวุฒิสภา และวันที่ 28 กันยายน ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีบัตรเลือกตั้ง สส. ก็จะเห็นบันได 4 ขั้น กินรวบประเทศ 1. ฮั้ว สว. เสียงข้างมากยึดสภาสูง 2. ยึดองค์กรอิสระผ่าน สว. 3. รวมบ้านใหญ่ยึดสภาล่าง ผ่าน กกต. จัดการเลือกตั้ง 4. จัดตั้งรัฐบาลควบคุมงบ
ประมาณและการบริหารราชการแผ่นดินแบบเสร็จสรรพ
นี่คือแผนการกินรวบทั้งประเทศ เดินมาเกือบจะบรรลุเป้าหมายทุกขั้นตอนแล้ว ถ้าสำเร็จ ผลที่ตามมาคือความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบถ่วงดุลจะไม่เกิดขึ้นจริง การทุจริตจะงอกเงย เย้ยกฎหมาย ประชาชนจะเป็นเพียงผู้อาศัย ประเทศที่ถูกบังคับให้อ่อนแอ กดให้จนแล้วกู้มาแจก”
น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า ขอเสนอทางออกว่า เราจะทำลายกระบวนการกินรวบอย่างไรด้วยบันได 4 ขั้น 1. ช่วยกันเปิดโปงขบวนการโกง สว. ทั้งเครือข่าย ให้ถึงลาสต์บอส แล้วนำมาแชร์ให้ประชาชนรับทราบ 2. ช่วยกันฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มอำนาจศาลในการจัดการกับผู้บงการ 3. ขุดขบวนการโกงทุกหย่อมหญ้า อย่าให้คนโกงได้มีที่ยืน และ 4. เราต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อที่จะให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน อำนาจในการเลือก ส.ส.ร. ต้องมาจากประชาชนเท่านั้น นี่คือวิธีการสกัดการกินรวบประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วนี่คือ มิชชั่น อิมพอสซิเบิล แต่พวกเราจะทำให้มัน พัซซิเบิล (Possible) ในรุ่นของเรา

