‘รองฯสำราญ’ ไล่ไทม์ไลน์ แฉพฤติการณ์ ‘นายเมียว’ ผู้ต้องหาชาวจีน ใช้พาสปอร์ตเมียนมาร์หลบหนีคดีคอรัปชั่นเข้าไทย ก่อนตั้งบริษัทนานกว่า 10 ปี โดยใช้นอมินีคนไทย พบทำร้ายร่างกายลูกจ้างในบริษัทอย่างทารุณ เร่งขยายผลเพิ่ม หลังจับกุมขบวนการแล้ว 4 ราย

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานประจำ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E) กรมการปกครอง เจ้าหน้าที่ ปปง. และผู้ว่าราชการจังหวัดสุมทรสาคร ร่วมกันแถลงข่าวหลังเปิดปฏิบัติการนอมินีทุนเทา เข้าจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่ทางการจีนต้องการตัว หลบหนีคดีคอรัปชั่น นำเงินทุนมาฟอกขาวในไทยนานกว่า 10 ปี
โดยจากการเข้าตรวจค้นโรงงาน สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ รวม 4ราย คือนายเมียว อายุ37ปีหรือ นายลีสัญชาติจีน ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันนายธนดล ลูกชายชาวจีน ที่สวมใบสูจิบัตรเป็นคนไทย อายุ19ปี และนางสาวนาฝา จะชี แม่ทิพย์ของนายธนดล ลูกจ้างของบริษัทนายเมียว ซึ่งเป็นคนขับรถ และเป็นนอมินีให้กับบริษัท
พล.ต.อ.สำราญ บอกว่า หลังจากได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายเมียว อายุ37ปี เข้ามาประเทศไทย ปี2556 แล้วเข้ามาตั้งบริษัท 3บริษัท ซึ่งมีสำนักงานใหญ่คือจุดที่เข้าตรวจค้นใน อ.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร บริษัทแรก คือ เคทองลี่ ถือหุ้น39% แต่พอนำหุ้นมาไขว้ ถือว่าเป็นต่างด้าวถือหุ้น100%
บริษัทที่สอง คือ เออีซี ถือหุ้น 41% มีคนไทยเป็นนอมินี 3คน เป็นพนักงานรับจ้างของบริษัท และบริษัทที่สามคือ เคทีแอล 40% แต่เมื่อนำหุ้นมาไขว้ พบว่าต่างด้าวถือหุ้น100% โดยทั้ง 3บริษัท มีความผิดที่เกี่ยวข้องกับนอมินี ชัดเจน
ส่วนความผิดของนายเมียว ผู้ต้องหา พบว่า ยังได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายพนักงานบริษัท ทั้งให้เซ็นรับสภาพหนี้และทำร้ายร่างกาย ศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุก2ปี 10เดือน ขณะนี้อยู่ในชั้นศาลฎีกา
และหลังจากนายเมียวเข้ามาในประเทศไทย และผ่านเครื่องตรวจสแกนใบหน้าของตม. พบว่านายเมียวไปตรงกับข้อมูลของนายลี่ ที่หลบหนีคดี “กระทำผิดฐานสนับสนุนการทุจริตในโครงการของรัฐ หรือคดีคอรัปชั่น” มาประเทศไทย แต่มาใช้พลาสปอร์ตชาวเมียนมาร์เข้ามาในประเทศไทย ในชื่อ นายเมียว
โดยนายเมียว มีความผิดการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวและประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
และจากการตรวจค้นและซักถามปากคำ นายเมียวให้การรับสารภาพว่า เป็นคนสัญชาติจีน และใช้พลาสปอร์ตสัญชาติเมียนมาร์ เข้ามาประเทศไทย โดยมีหลาสปอร์ตทั้งของจีนและของเมียนมาร์ รวใถึงยังพบเอกสารสำคัฯหลายรายการ ทั้งโฉนดที่ดินมูลค่า 9ล้านบาท
จากการเข้าตรวจค้น ยังพบ นายธนดล อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นบุตรลายของนายเมียว โดยนายธนดล แสดงบัตรประชาชนไทย ต่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม รายละเอียดบัตรประชาชนมีที่อยู่ ในอ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ทั้งนี้นายธนดล ยังแสดงสูติบัตร โดยมีชื่อบิดา และมารดาป็นคนไทย โดยบิดาคือนายจะตู และมารดาคือ นางนาฝา เกิดที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้เมื่อตรวจดีเอ็นเอ พบว่า ทั้งสองคนไม่ได้เป็นพ่อแม่ตัวจริงของนายธนดล ซึ่งจากการตรวจสอบการออกเอกสารใบสูติบัตร พบว่า คนออกบัตรคือ นายอำเภอเชียงดาว และถูกจับกุมในคดีช่วยชาวต่างด้าวออกบัตรประชาชนไปก่อนหน้านี้ โดยหลังจากนี้จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อ
สำหรับไทม์ไลน์ของนายเมียว พบว่า ตั้งแต่ปี 2556 นายเมียวเริ่มเข้ามาประเทศไทย โดยใช้พลาสปอร์ตสัญชาติเมียนมาร์
โดยเม.ย.ปี 2559 จัดตั้งบริษัทเคทองลี่ เป็นบริษีทแรก จากนั้น เดือนพ.ค.2559 ทางการจีน ออกหมายจับ
จากนั้น ก.พ.60 จัดตั้งบริษัท เออีซี ซึ่งเป็นบริษัทที่2 และบริษัทเคทีแอล เป็นบริษัทที่สาม
10 ก.พ.2561 ใช้พาสปอร์ตเมียนมาร์ ปี 2564 ก่อเหตุทำร้ายร่างกายคนจีน ก่อนที่ 17 ก.ย.2564 นำลูกชายเข้ามาที่ประเทศไทย และดำเนินการสวมสิทธิ์ และไขว้หุ้นบริษัท ก่อนจะถูกจับกุม 2569
ด้าน นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ถึงแม้ตัวผู้ต้องหาในคดีนี้มีหมายจับในเรื่องของทุจริตจากประเทศจีน แต่ว่าความผิดทุจริตก็เป็นหนึ่งในความผิดมูลฐานของกฎหมายฟอกเงินด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็สามารถดำเนินการเกี่ยวกับยึดอายัดทรัพย์สินได้ แต่ในกรณีนี้ หากเราได้รับคำร้องขอจากทางประเทศจีนอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เขาทุจริตมาเสียหายเท่าไหร่ เราก็สามารถยึดทรัพย์สินแล้วก็นำไปคืนให้กับทางการจีนได้
ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ หากมีการพิสูจน์ได้ว่านำเงินที่ได้จากการทุจริตมาลงทุน มีดอกผลเกิดขึ้น ตรงนี้สำนักงาน ปปง. ก็สามารถยึดอายัดทรัพย์สินไว้ได้เช่นเดียวกัน

