เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ ผกก.(สอบสวน)ฯ รรท.ผกก.2 บก.ปคบ., พ.ต.ท.ปฐมพงศ์ วชิรโชติกุล รอง ผกก.4ฯ ปฏิบัติราชการ กก.2 บก.ปคบ. และ พ.ต.ท.จำรูญ คำมา สว.กก.2 บก.ปคบ. ร่วมกับ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงผลปฏิบัติการเชิงรุกสกัด “วงจรสารเร่งเนื้อแดง” ตรวจพบโคที่เกี่ยวข้อง 967 ตัว พร้อมอายัดอาหารสัตว์ วัตถุดิบ และอุปกรณ์การผลิต รวมมูลค่ากว่า 32 ล้านบาท

พ.ต.อ.ธนาทัศน์ กล่าวว่า ปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ เช่น ยาซัลบูตามอล เป็นภัยที่อาจส่งต่อจากอาหารสัตว์ไปสู่โค และเกิดการตกค้างในเนื้อสัตว์ที่ประชาชนนำไปบริโภค ดังนั้น บก.ปคบ.และกรมปศุสัตว์จึงร่วมกันเปิดปฏิบัติการเชิงรุก “วงจรสารเร่งเนื้อแดง” โดยมุ่งตรวจสอบเครือข่ายตั้งแต่ร้านจำหน่ายเนื้อ ฟาร์มโค สถานที่ผลิตอาหารสัตว์ ไปจนถึงผู้จัดหาสารเคมีต้นทาง
ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเนื้อโค ปัสสาวะโค และอาหารสัตว์ รวม 16 จุด ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี เพื่อตรวจหาสารต้องห้าม รวมทั้งสืบสวนหาเส้นทางการจัดหาและจำหน่ายสารเร่งเนื้อแดง
จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงของการจัดหาสารเร่งเนื้อแดงจากกลุ่มผู้ค้าไปยังผู้เลี้ยงโคในหลายพื้นที่ มีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่ามีผู้จัดหาสารเร่งเนื้อแดงไปจำหน่ายให้กับฟาร์มโคและสถานที่ผลิตอาหารสัตว์ เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอ พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. จึงขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง
กระทั่งวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปคบ. เข้าจับกุมนายเอก (นามสมมติ) ผู้ขายอาหารสัตว์ที่ผสมสารเร่งเนื้อแดง ได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่ง พร้อมตรวจยึดของกลางและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหารายนี้ พบเงินโอนเข้า-ออกบัญชีรวมกว่า 80,289,292 บาท โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดและเส้นทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อขยายผลว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม่ สำหรับผลการปฏิบัติการทั้งหมด เจ้าหน้าที่สามารถอายัดโคเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบได้รวม 967 ตัว พร้อมอาหารสัตว์ วัตถุดิบ และอุปกรณ์การผลิต คิดเป็นมูลค่ารวม 32,366,240 บาท
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาผู้เกี่ยวข้องแตกต่างกันไปตามพฤติการณ์ ได้แก่ 1. ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง บทลงโทษตามมาตรา 74 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะที่ต้องแจ้งรายการรายละเอียด แต่ไม่ได้แจ้ง ตามมาตรา 56 (4) ประกอบมาตรา 86 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท 3.ขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามมาตรา 56 (4) และมาตรา 86 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 4. ใช้วัตถุที่ห้ามใช้ในอาหารสัตว์ ตามมาตรา 6 (4) อันเป็นความผิดตามมาตรา 71 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 5. ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณียาซัลบูตามอล ตามมาตรา 4 มาตรา 12 และมาตรา 101 แห่ง พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ส่วนกรณีนายเอก ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในครั้งนี้ พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการขายยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นยาอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ในข้อ 3, 4 และ 5 ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทางของสารเร่งเนื้อแดง พร้อมขยายผลไปยังผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้สารต้องห้ามเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

