“วราวุธ” รับวิกฤติเด็กเกิดน้อย อาจทำไทยขาดแคลนแรงงาน ดันแนวคิดใช้คนเป็นศูนย์กลาง – อุตสาหกรรมตอบโจทย์ผู้สูงอายุ

วราวุธ ศิลปอาชา

ที่อาคารรัฐสภา, 15 กันยายน 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เข้าร่วมเสวนาวิชาการหัวข้อ “วิกฤติเกิดน้อยด้อยคุณภาพ” จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงาน โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เข้าร่วมเสวนา

นายวราวุธ กล่าวตอนหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ส่งผลทั้งในมิติแรงงาน การผลิต และการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ทำให้วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาในฐานะโจทย์ด้านกำลังคน ผลิตภาพ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศควบคู่กัน การขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้มีงานทำประมาณ 38.51 ล้านคน อยู่ในภาคการผลิตประมาณ 6.39 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 16 ขณะที่ฐานประชากรรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานกำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนเด็กเกิดลดลงจาก 736,352 คน ในปี 2558 เหลือ 462,240 คน ในปี 2567 หรือลดลงประมาณร้อยละ 37  ภายใน 9 ปี ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิต ความสามารถในการขยายกำลังการผลิต และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

วราวุธ ศิลปอาชา

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ผลกระทบจากวิกฤตประชากรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนแรงงานที่ลดลง แต่รวมถึงปัญหาคุณภาพและทักษะของกำลังคน เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตที่ใช้ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบดิจิทัล และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มากขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการผลิตอัจฉริยะ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และผู้เชี่ยวชาญ เมื่อแรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลง หากไม่สามารถเร่งยกระดับทักษะของแรงงานที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเชิงคุณภาพอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า เราต้องเปลี่ยนสถานประกอบการให้เป็นพื้นที่ที่คนทำงานและมีครอบครัวได้ ซึ่งในอดีตโรงงานและสถานประกอบการอาจถูกออกแบบโดยมีการผลิตเป็นศูนย์กลาง แต่ในโลกที่แรงงานกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด เราต้องปรับแนวคิดไปสู่คนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น สถานประกอบการต้องเป็นพื้นที่ที่คนสามารถ ทำงาน สร้างอาชีพ และมีครอบครัวไปพร้อมกันได้ ความยืดหยุ่นในบริบทของโรงงานไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำงานจากที่บ้าน แต่สามารถสร้างความยืดหยุ่นภายในระบบการผลิต

เช่น การจัดกะที่เหมาะสม การแจ้งตารางงานล่วงหน้า การเปิดโอกาสให้แลกกะ การสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ และพ่อแม่หลังคลอด สำหรับการดูแลเด็ก ตนคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องกำหนดให้ทุกโรงงานต้องมีศูนย์เด็กเล็กของตนเอง เราไม่จำเป็นต้องมี 100 โรงงาน 100 ศูนย์เด็กเล็ก แต่อาจจะมี 100 โรงงานที่สามารถเข้าถึงระบบดูแลเด็กที่มีคุณภาพร่วมกันได้ โดยพัฒนารูปแบบการใช้บริการดูแลเด็กร่วมกัน ในระดับนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มโรงงาน หรือพื้นที่อุตสาหกรรม โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่และความเชี่ยวชาญด้านเด็กและครอบครัว

นายวราวุธกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถเพิ่มอัตราการเกิดได้ในอนาคต แต่เด็กที่เกิดในวันนี้ยังต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปี จึงจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้น ในช่วง 10 – 20 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง คำตอบของภาคอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่เพียงการพยายามหาแรงงานให้ได้มากขึ้น แต่ต้องเปลี่ยนโจทย์เป็นทำอย่างไรให้แรงาน 1 คน สามารถสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น   

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ในส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างประชากร เราต้องมองให้เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพสามารถคงอยู่หรือกลับเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจและตลาดแรงงานได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างกระตือรือร้นและมีคุณค่าในสังคม จำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ซึ่งสังคมสูงวัยสามารถเป็นตลาดใหม่ และโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กระทรวงจึงมุ่งส่งเสริมการพัฒนา Silver Industry หรืออุตสาหกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การดำรงชีวิต ไปจนถึงการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

 “ผมเชื่อว่าโจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงว่า ทำอย่างไรให้มีเด็กเกิดมากขึ้น แต่ทำอย่างไรให้คนไทยไม่ต้องเลือกระหว่างการมีครอบครัวกับการมีอนาคตในการทำงาน ภาคอุตสาหกรรมต้องมีส่วนช่วยสร้างระบบนิเวศที่ทำให้คนสามารถมีงานที่ดี  มีครอบครัวได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับโครงสร้าง ประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากเราทำได้ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตเกิดน้อยให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน”นายวราวุธ กล่าวย้ำ