เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศจีน พื้นที่ความหลากหลายของวัฒนธรรมชาติพันธุ์ผ่านเสียงดนตรี การแสดง และเครื่องดนตรีดั้งเดิม พร้อมสะท้อนบทบาทของกว่างซีในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงจีนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในมิติทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

พิพิธภัณฑ์ Guangxi Museum of Ethnic Arts มหาวิทยาลัยศิลปะกว่างซี ปัจจุบันนักศึกษา 13,000 คน 90 ต่างชาติ รวมไทย ลาวและประเทศอาเซียน ครูต่างชาติ 8 คน ได้จัดแสดงบทเพลงพื้นบ้านของชาวจ้วง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญของกว่างซี ชาวกว่างซีมีวัฒนธรรม “以歌为礼” หรือ “ใช้บทเพลงแทนไมตรีและการต้อนรับ” ถ่ายทอดความยินดีและคำอวยพรแก่ผู้มาเยือนผ่านเสียงเพลง
เมื่อเข้าสู่พิพิธภัณฑ์จะเห็นการแสดงต้อนรับจัดโดยนักศึกษาจากภาควิชาศิลปะชาติพันธุ์ ศาสตราจารย์ชู จั๋ว ( Chu Zhuo ) ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ ระบุว่า นอกจากจะร้องเพลงพื้นบ้านแล้ว ยังเชิญผู้เข้าร่วมเรียนรู้และร้องเพลงร่วมกัน สร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเยี่ยมชม คือการเรียนรู้เครื่องดนตรีชาติพันธุ์หลากหลายชนิด ซึ่งสะท้อนทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับประเทศอาเซียน
ในส่วนของเครื่องกระทบ จะใช้กลองขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะเด่นสามประการ ได้แก่ ตัวกลองมีขนาดใหญ่ ให้เสียงดังและกังวาน และมักใช้ผู้แสดงเป็นกลุ่มใหญ่ประมาณ 15–30 คน
ยังมีเครื่องดนตรีที่พัฒนามาจากอุปกรณ์เกี่ยวกับการผลิตข้าว ซึ่งพบลักษณะคล้ายกันในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เดิมอุปกรณ์เหล่านี้ใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน ก่อนจะถูกประยุกต์เป็นเครื่องดนตรี โดยอาศัยการเปลี่ยนจังหวะ ลำดับ และรูปแบบการตี เพื่อสร้างเสียงที่แตกต่างกัน
อีกหนึ่งเครื่องดนตรีสำคัญคือ กลองสำริด ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจีนตอนใต้ มีคำกล่าวว่า “หากอยากรู้จักกลองสำริดของโลก ให้มองมาที่จีน และหากอยากรู้จักกลองสำริดของจีน ให้มองมาที่กว่างซี”

กลองสำริดมีประวัติยาวนานกว่า 2,700 ปี และยังคงมีบทบาทในวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มในกว่างซี เช่น จ้วง ต้ง เหมียว และเย้า ในบางพื้นที่ กลองสำริดยังถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความเป็นสิริมงคล
วัฒนธรรมกลองสำริดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในจีน แต่ยังแพร่กระจายไปตามเส้นทางการติดต่อของผู้คนสู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนมา สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่มีมายาวนานของภูมิภาค
ขณะเดียวกันยังได้จัดแสดง “หลูเซิง”(芦笙) เครื่องเป่าลิ้นอิสระที่ทำจากท่อไม้ไผ่ ซึ่งมีรูปแบบ ขนาด และจำนวนท่อแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ จากรูปแบบดั้งเดิมที่มีประมาณ 6 ท่อ ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีจำนวนท่อมากขึ้น ขณะที่หลูเซิงขนาดใหญ่บางชนิดอาจมีความสูงหลายเมตร
นอกจากนั้น ยังมีการนำเสนอ “ตู๋เสียนฉิน” 独弦琴 หรือ พิณสายเดียว ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีสำคัญของชาวจิงในพื้นที่ชายฝั่งของกว่างซี และมีความใกล้เคียงอย่างมากกับ đàn bầu เครื่องดนตรีประจำชาติที่เป็นที่รู้จักของเวียดนาม
แม้เครื่องดนตรีชนิดนี้จะมีเพียงหนึ่งสาย แต่สามารถสร้างระดับเสียงและสีสันทางดนตรีได้หลากหลาย และยังสามารถนำไปผสมผสานกับวงออร์เคสตราหรือเครื่องดนตรีประเภทอื่นได้อีกด้วย
ความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเวียดนามยังปรากฏผ่านนักดนตรีที่สามารถใช้ภาษาของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเคยเดินทางไปศึกษาการบรรเลง đàn bầu ในเวียดนาม ก่อนนำองค์ความรู้กลับมาถ่ายทอดและพัฒนาการเรียนการสอนในจีน

อีกหนึ่งการแสดงที่ได้รับความสนใจคือบทเพลง 《月光情缘》 หรือ “Moonlight Love” ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ของหนุ่มสาวชาวจ้วง ทั้งความคิดถึงบ้านเกิดและความปรารถนาในความรัก สะท้อนให้เห็นว่าเพลงพื้นบ้านไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความบันเทิง แต่ยังบอกเล่าอารมณ์ ความสัมพันธ์ และวิถีชีวิตของผู้คน
นอกเหนือจากเครื่องดนตรีชาติพันธุ์แล้ว การเยี่ยมชมยังครอบคลุมศิลปะการแสดงจีนแบบดั้งเดิม เช่น 桂剧 หรืออุปรากรท้องถิ่นกว่างซี โดยมีการอธิบายแนวคิด “一桌两椅” หรือ “หนึ่งโต๊ะ สองเก้าอี้” ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเวทีงิ้วจีน
แม้จะมีเพียงโต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัว แต่สามารถใช้แทนสถานที่และสภาพแวดล้อมได้หลากหลายผ่านท่าทางของนักแสดงและจินตนาการของผู้ชม สะท้อนแนวคิดสำคัญของศิลปะจีนที่ไม่ได้จำเป็นต้องจำลองความจริงทั้งหมด แต่ใช้สัญลักษณ์และจินตนาการร่วมสร้างพื้นที่การแสดง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในกว่างซีได้รวบรวมเครื่องดนตรีพื้นบ้านและเครื่องดนตรีดั้งเดิมจากจีนและประเทศต่าง ๆ โดยปัจจุบันมีเครื่องดนตรีในคอลเลกชันมากกว่า 700 ชิ้น ในกว่า 1,700 ชุด
แนวคิดสำคัญของการรวบรวมไม่ได้หยุดอยู่ที่การอนุรักษ์เท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างระบบที่ผสมผสาน การแสดง การวิจัย และการเรียนการสอน เข้าด้วยกัน
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการนำ กาเมลัน (Gamelan) ชุดเครื่องกลองจากอินโดนีเซียเข้ามาใช้ทั้งในการแสดง การศึกษา และการสอนนักศึกษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจเครื่องดนตรีควบคู่ไปกับบริบททางวัฒนธรรมของประเทศต้นกำเนิด
เครื่องดนตรีและองค์ความรู้เหล่านี้ยังถูกนำไปเผยแพร่ในเมืองสำคัญของจีน เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว ทำให้ดนตรีชาติพันธุ์ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในพิพิธภัณฑ์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวิชาการและวัฒนธรรม
ในกิจกรรมครั้งนี้ ยังมีการเตรียมการแสดงรวม 8 ชุด จากทั้งอาจารย์ชาวต่างชาติ นักศึกษาจีน นักศึกษาต่างชาติ และนักศึกษาแลกเปลี่ยน โดยนำศิลปะจากหลากหลายประเทศและวัฒนธรรมมานำเสนอร่วมกัน ที่ยังคงอัตลักษณ์จากการแสดง การเรียนการสอน และงานวิจัย ไปพร้อมกัน

ผู้จัดกิจกรรมย้ำว่า “ดนตรีคือภาษาสากลของโลก” และสามารถทำหน้าที่เป็นภาษากลางในการเชื่อมโยงผู้คนที่มีภาษา เชื้อชาติ และวัฒนธรรมแตกต่างกัน
สำหรับกว่างซี ซึ่งมีพรมแดนติดกับเวียดนาม มีทั้งเส้นทางทางบก ชายฝั่งทะเล และเครือข่ายแม่น้ำ ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมจีนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน
การรวบรวมและถ่ายทอดเครื่องดนตรีจากทั้งจีนและอาเซียนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของศิลปะ แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่เชื่อมโยงกันผ่านประวัติศาสตร์ การเดินทาง และวัฒนธรรม
จากกลองสำริด หลูเซิง พิณสายเดียว ไปจนถึงกาเมลัน เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจึงทำหน้าที่มากกว่าให้ความบันเทิง หากยังเป็นหลักฐานของการแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดน และเป็นอีกหนึ่ง “ภาษาร่วม” ที่ช่วยให้จีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าใจกันมากขึ้นผ่านวัฒนธรรมและเสียงเพลง
มณีนาถ อ่อนพรรณา / เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน

