“เป๋า” ยิ่งชีพ iLaw ชี้ กกต.วางบทบาทล้ำเส้นศาล ปมโกงเลือก สว. สั่งฟ้อง 77 คน แต่ไม่ฟ้องอีก 152 คน ประกาศเปิดข้อมูลผู้ไม่ถูกฟ้อง ปมโกงเลือก สว. จ่อเปิดคำให้การ “เอกราช” คืนนี้
14 ก.ย. 2569 เวลา 17.50 น. ที่ออฟฟิศ iLaw อาคาร All Rise ลาดพร้าว 25 “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และทีมงาน iLaw แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีผลมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. จำนวน 77 ราย
.
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, บุณยนุช มัทธุจักร, กัลยกร สุนทรพฤกษ์ และพัชชา ชัยมงคลทรัพย์ เป็นผู้ร่วมแถลงข่าวในวันนี้ โดยสรุปแล้วระบุว่า กกต. มีมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. เพียงบางส่วน สะท้อนว่ามีหลักฐานว่าการโกงเลือก สว. เกิดขึ้นจริง แต่ iLaw ตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาของ กกต. ไม่ได้พิจารณาภาพรวมของขบวนการ และเห็นว่า กกต. กำลังล้ำเส้นบทบาทของศาล พร้อมเตรียมเปิดข้อมูลจากสำนวนการสืบสวนเกี่ยวกับผู้ที่ไม่ถูกฟ้อง โดยเฉพาะคำให้การของเอกราช ช่างเหลา รวมถึงเรียกร้องให้ประชาชนร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งและไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจาก สว.
.
ยิ่งชีพแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ผลการแถลงวันนี้ของ กกต. รู้สึกโกรธ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่แปลกใจและไม่เซอร์ไพรส์ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า กกต.โดยเฉพาะประธาน กกต. มีที่มาจากสว.ชุดนี้ ท้ายที่สุดผลที่ออกมาก็ไม่ได้แตกต่างจากที่คาดหมายไว้เท่าไหร่ จากนั้นได้เริ่มแถลงข่าว โดยระบุเนื้อหาออกเป็นห้าส่วน ดังนี้
.
หนึ่ง ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แต่เลือกฟ้อง สว. เพียง 26 คนและทีมงานเครือข่าย เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจ โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาอีก 152 คนจะไม่ถูกดำเนินคดี เพราะเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า กกต. ชุดนี้มีที่มาจากการเลือกของ สว. เอง และเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สว. ชุดนี้มีที่มาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับใคร ผลการวินิจฉัยที่ออกมาไม่เหนือความคาดหมาย
.
สอง คำสั่งให้ดำเนินคดีกับ สว. 26 คนแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานว่า มีการโกงการเลือก สว. เกิดขึ้นจริง โดยกกต. ตัดสินใจดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับการให้ผลตอบแทนในการเลือก สว.
อย่างไรก็ดี ขบวนการโกงการเลือก สว. ในปี 2567 เป็นขบวนการใหญ่มาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่คน จากตัวอย่างหนึ่งที่ณรงค์ กลั่นวารินทร์ประธาน กกต. อธิบายคือ เส้นทางการเงินของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. กลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม จังหวัดหนองบัวลำภู โดยนายสรชาติได้คะแนนในรอบเลือกกันเองเป็นอันดับ 5 จาก 154 คนและได้คะแนนในรอบเลือกไขว้ 66 คะแนน สูงเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่ม 13 จึงเป็นไปไม่ได้ที่สรชาติจะได้คะแนนจากบุคคลเพียงไม่กี่คนที่ปรากฏหลักฐานการโอนเงินให้ แต่ต้องได้คะแนนจากบุคคลอีกมากในขบวนการนี้
.
การพิจารณาของ กกต. แยกเป็นรายคนว่า ใครมีหลักฐานอะไรบ้าง แต่ไม่ได้พิจารณาภาพรวมอย่างเป็นกระบวนการว่า ทั้งหมดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยบุคคลเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งนายสรชาติมีหมายเลขปรากฏอยู่ในโพยที่พยานนำมาให้ร่วมกับคนอื่นจำนวนมาก ดังกล่าวจึงไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยที่ สว. คนอื่นที่ปรากฏหมายเลขในโพยเดียวกันไม่รู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
.
สาม กกต. กำลัง “ล้ำเส้น” วางบทบาทหน้าที่เหมือนเป็นศาล หน้าที่ของ กกต. คือต้องไต่สวนคดีโกงเลือก สว. ตามกฎหมายเลือก สว. ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
.
ตามที่ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ระบุว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ คำให้การของพยานไม่สอดคล้องกัน และอ้างว่าไม่พบหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการ “โกงเลือก สว.” ที่พยานอ้าง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะตัดสินใจ “ไม่ส่งฟ้อง” ผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. ที่เหลือ กกต. กำลังวางบทบาท “ล้ำเส้น” บทบาทหน้าที่เสมือนเป็นศาล
.
ขอย้ำว่า หน้าที่ของ กกต. เมื่อไม่พบหลักฐาน คือ ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าขบวนการตระเตรียมการโกงเลือก สว. ที่พยานกล่าวอ้างนั้น มี “หลักฐานอันควรเชื่อ” หรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” และยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่บทบาทในการตัดสินชี้ถูกชี้ผิด ชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา องค์กรตุลาการที่มีที่มา “เป็นกลาง” กว่า กกต. ที่มาจากความเห็นชอบโดยวุฒิสภา
การที่ กกต. ตัดสินใจไม่ส่งให้ศาลฎีกาแผนกพิจารณากรณีของผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ส่งฟ้องไป ยังเป็นการ “ปิดโอกาส” ไม่ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาคดีแบบไต่สวน ได้เรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม และ “ปิดโอกาส” ไม่ให้ประชาชนได้ร่วมเข้าดูกระบวนการพิจารณาคดีของผู้ถูกกล่าวหาที่ กกต. สั่งไม่ฟ้องแบบเปิดเผย
.
สี่ หลังจากนี้เราจะทยอยเปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่ถูกฟ้อง ที่เป็นข้อมูลที่เราได้รับมาจากสำนวนการสืบสวน พูดตรงไปตรงมาก่อนเลยว่า พยานลำดับที่ 16/26 ที่ถกเถียงกันนั้นคือนายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. เขต 4 พรรคภูมิใจไทย โดยในปี 2567 ระหว่างการเลือก สว. เอกราชเป็น สส. ของพรรคภูมิใจไทย และเกี่ยวข้องกับการนำพยานลำดับ 21/26 ซึ่งก็คือ อัษฎางค์ แสวงการ เข้าสู่การสมัคร สว. ในจังหวัดขอนแก่นและได้เป็น สว. ในที่สุด ซึ่งหมายเลขของอัษฎางค์คือ หมายเลข 150 อยู่ในโพยเดียวกับสรชาติ
.
นอกจากนี้ยังมีพยานหนึ่งปากเคยกล่าวว่า เอกราช ช่างเหลา โทรหาเนวิน ชิดชอบ และมีหลักฐานจากสำนวนคดีว่า เอกราชโทรหาเนวิน ดังนั้น หากจะกล่าวว่า คำให้การของเอกราช ช่างเหลาเลื่อนลอยไม่มีที่มาเลยก็คงจะไม่สมเหตุสมผล วันนี้เวลา 20:00 น. เราจะเปิดเผยคำให้การของเอกราช ช่างเหลาฉบับจริง
.
ห้า นาทีนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.ที่มาจากการเลือกของ สว. ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยเพื่อปกป้อง สว.สีน้ำเงิน หลังจากนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยที่ให้อำนาจกับ สว.สีน้ำเงินในการหยิบเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ สามารถอนุมัติหรือไม่อนุมัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปดั่งที่เขาต้องการ
.
ซึ่งเรายืนยันไม่เห็นด้วย เราจำเป็นต้องออกจากระบบนี้ให้ได้โดยตอนนี้เรามีหนทางเดียวคือ เราจะต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สีน้ำเงินจะยึดครอง โดยการร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้มี สสร.เลือกตั้ง และไม่ต้องผ่านมือ สว.สีน้ำเงิน
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 15.50 น. กกต.แถลงมติการพิจารณาให้สั่งฟ้องคดีโกงเลือกสว. ต่อศาลฎีการวมทั้งหมด 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. 36 คน บุคคลอื่น 15 คน แต่ไม่มีการสั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค, สส. และนักการเมืองคนใ
หน้าแรก กระบวนการยุติธรรม “เป๋า”ยิ่งชีพ iLaw ซัด กกต.ล้ำเส้นศาล ปมฮั้ว สว. ฟ้อง 77 เว้น 152 จ่อเปิดคำให้การ “เอกราช”

