กรุงเทพฯ, 13 ก.ย.69 – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการออกข่าวพาดพิงเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำนองว่า DSI และ “อดีตรมว.ยุติธรรม” ในขณะนั้น กลั่นแกล้งรับคดีฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ และมีการข่มขู่ให้พยานให้ข้อมูลเพื่อแลกกับการถูกกันเป็นพยานไม่ดำเนินคดี ว่า แม้จะจับสังเกตว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เชื่อ และมองออกกันหมดอยู่แล้วว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ กกต. กำลังจะแถลงผลมติคดีฮั้ว สว. วันนี้ แต่ตนจำเป็นต้องชี้แจง เพราะข่าวยังพาดพิงถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ DSI อีกด้วย
ประเด็นแรก คือ การรับคดีฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ นั้นไม่ได้เป็นการตัดสินใจของ รมว.ยุติธรรม หรือเจ้าหน้าที่ DSI คนใดคนหนึ่งอย่างที่จะพยายามบิดเบือน แต่ต้องเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ทั้งคณะ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ทั้งรองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อัยการสูงสุด, ผบ.ตร., ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นครูบาอาจารย์จากสถาบันต่าง ๆ รวม 20 กว่าท่าน
พันตำรวจเอก ทวี กล่าวว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการดังกล่าวชี้ขาดว่า คดีดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการฟอกเงินซึ่งมีมูลน่าเชื่อว่าจำนวนกว่า 300 ล้านบาทอยู่ด้วย มีข้อโต้แย้งหรือสงสัย กคพ. มีมติชี้ขาดคดีฟอกเงินมีมูลน่าเชื่อว่าเกินกว่า 300 ล้านบาทที่เป็นคดีพิเศษในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกลั่นแกล้งใครในการชี้ขาดว่าเป็นคดีพิเศษตามกฎหมายแล้ว การปล่อยข่าวว่ามีการกลั่นแกล้งกันรับเป็นคดีพิเศษยังเป็นการชี้หน้าดูถูกทุกคนที่อยู่ในคณะกรรมการคดีพิเศษด้วย

ประเด็นที่สอง คือ การบิดเบือนข้อเท็จจริงทำนองว่าเจ้าหน้าที่ DSI ไปข่มขู่บังคับให้พยานให้ข้อมูลโจมตีบุคคลอื่น เพื่อแลกกับการที่ตัวพยานคนนั้นถูกกันเป็นพยานต่อไป ไม่ถูกดำเนินคดี ส่วนวันนี้จะขอกลับคำให้การ พันตำรวจเอก ทวี กล่าวว่า แม้ตนจะไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนเกี่ยวข้องในกระบวนการสอบสวนของ DSI แต่ขอชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญว่า การกันพยานเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 65 และระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2563 พูดง่าย ๆ คือ การกันบุคคลไว้เป็นพยานเป็นอำนาจและการตัดสินใจของ กกต. ล้วน ๆ คณะกรรมการสืบสวน และไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเจ้าหน้าที่ DSI อยู่ในนี้ มีอำนาจเพียงเสนอความเห็นพร้อมเหตุผล มิใช่ผู้มีอำนาจกันพยานอย่างที่พยายามจะบิดเบือน
“นอกจากนี้ หากทุกคนยังจำกันได้ เมื่อเดือน ม.ค. 69 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า ผม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ไม่ได้สั่งการ ครอบงำ หรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กกต. หรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผมยังอยู่ต่อไป ไม่สิ้นสุดลง คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลเด็ดขาดและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ จึงไม่ควรมีคนไหนมาใส่ร้ายผมในประเด็นที่ศาลตัดสินไปแล้วอีกครับ” อีดต รมว.ยุติธรรม ระบุ
ประเด็นสำคัญ กกต. เป็นองค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. กำหนดว่า หาก กกต. “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาก็มิได้หมายความว่า กกต. วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดแล้ว เพราะศาลเองก็ยังต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงและนำเสนอพยานหลักฐานก่อนวินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมาย มิใช่ กกต.ไปช่วยศาลฎีกาหรือใครพิสูจน์แทนศาล

