บช.ก.แถลงจับอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พร้อมหญิงคนสนิท ทุจริต-ฟอกเงิน ยึดทรัพย์กว่า 215 ล้าน พบรับเงินบริจาคกว่า 100 ล้านไม่เข้าบัญชีวัด ตรวจพบเงินสด-ทองคำเพียบ เจ้าตัวมีเงินฝากกว่า 290 ล้าน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. ร่วมกับ นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และนายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายอติโชติ ทันประเสริฐ อายุ 66 ปี หรืออดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา และ น.ส.ปุณยวีร์ รุ่งเรือง อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2569 โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดยนายอติโชติถูกแจ้งข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน” ขณะที่ น.ส.ปุณยวีร์ ถูกแจ้งข้อหา “สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน”
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ประสงค์ไม่ออกนาม แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ โดยระบุว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ น.ส.ปุณยวีร์ ซึ่งไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่กลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนพบหลักฐานว่าอดีตพระวชิรญาณมีพฤติกรรมเสพเมถุนกับ น.ส.ปุณยวีร์ ซึ่งตามพระธรรมวินัยถือเป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุโดยทันที
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและจับกุม สำนักพุทธจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับคณะสงฆ์ผู้ปกครอง ได้ดำเนินการให้อดีตพระวชิรญาณลาสิกขาพ้นจากสมณเพศตามพระธรรมวินัย
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นตำรวจได้ขยายผลตรวจสอบเรื่องการเงินของวัดอย่างละเอียด พบพฤติการณ์รับเงินบริจาคในนามวัด แต่ไม่นำเงินเข้าบัญชีของวัด โดยมีการออกใบอนุโมทนาบัตรของวัดให้แก่ผู้เช่าบูชาวัตถุมงคล เบื้องต้นพบหลักฐานการรับโอนเงินและการออกใบอนุโมทนาบัตรหลายรายการ รวมเป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาทเศษ อย่างไรก็ตาม เงินบริจาคตามใบอนุโมทนาบัตรซึ่งอดีตพระวชิรญาณลงนามในฐานะเจ้าอาวาส กลับไม่ปรากฏว่าเงินดังกล่าวถูกนำเข้าบัญชีของวัดแต่อย่างใด
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของ น.ส.ปุณยวีร์ พบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ไม่มีรายได้ประจำ ประกอบด้วยบ้านทาวน์เฮาส์ 2 หลัง มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และเงินฝากธนาคารกว่า 5 ล้านบาท โดยมีการอำพรางการถือครองทรัพย์สินด้วยการใส่ชื่อบุตรสาว จึงเชื่อว่ามีพฤติการณ์สมคบกันฟอกเงินระหว่างอดีตพระวชิรญาณกับ น.ส.ปุณยวีร์ ทำให้วัดพุทไธศวรรย์ได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองราย พร้อมเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุด ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และ จ.บุรีรัมย์ เพื่อค้นหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี
สำหรับของกลางที่ตรวจยึดจากอดีตพระวชิรญาณ พบเงินฝากในบัญชีกว่า 290 ล้านบาท เงินสด 138,308,986 บาท และทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1,000 บาททองคำ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดประมาณ 205,204,733 บาท

ส่วน น.ส.ปุณยวีร์ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเงินสด 3,873,614 บาท ทองคำน้ำหนักประมาณ 90 บาท คิดเป็นมูลค่า 6,151,500 บาท รวมมูลค่า 10,025,114 บาท นอกจากนี้ยังพบเอกสารที่ดินและบัญชี 10 รายการ อาทิ โฉนดที่ดิน 2 ฉบับ สมุดบัญชี 7 เล่ม สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ รวมถึงเอกสารอีก 18 รายการ เช่น กรมธรรม์สุขภาพ ใบซื้อขายทองคำ และสลากออมสิน รวมมูลค่าทรัพย์สินและเอกสารที่ตรวจยึดจากผู้ต้องหาทั้งสองรายประมาณ 215,229,847 บาท

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ขอแจ้งเตือนพุทธศาสนิกชน ก่อนโอนเงินร่วมทำบุญหรือบริจาคให้กับวัดใด ขอให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นการโอนเข้าบัญชีธนาคารในนามวัดที่ลงทะเบียนรับบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรเท่านั้น หากพบการเชิญชวนให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของพระภิกษุ หรือบัญชีบุคคลหรือมูลนิธิอื่นแทนบัญชีวัด แม้จะมีการออกใบอนุโมทนาบัตรให้ก็ตาม ขอให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนโอนเงินทุกครั้ง เพราะเงินบริจาคที่ประชาชนตั้งใจทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยไม่รู้ตัว
ทั้งนี้ หากผู้ใดเคยบริจาคเงินให้วัดพุทไธศวรรย์ผ่านบัญชีส่วนตัวของเจ้าอาวาส หรือบัญชีมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง และประสงค์จะให้ข้อมูลเพื่อประกอบสำนวนคดี สามารถติดต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ตลอดเวลา
ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น.วันเดียวกัน พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปส่งฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

