รัฐสภา, 10 กันยายน 2569 – นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษา ระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
นายนิกร กล่าวว่า การประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษา ระหว่าง กระทรวง พม. และ ศธ. ในวันนี้ มีเป้าหมาย เพื่อบูรณาการการดูแลเด็ก เยาวชน คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ให้ได้รับการศึกษา การคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึง โดยมีการหารือ 7 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. การคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดย เชื่อมระบบ Traffy EDU เพื่อรับแจ้งและส่งต่อเหตุความรุนแรง พร้อมจัดทีมสหวิชาชีพร่วมกัน ตั้งแต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงจนถึงการเยียวยาฟื้นฟู 2. สิทธิประโยชน์ทางการศึกษาของเด็กในสถานสงเคราะห์ โดยร่วมแก้ไขข้อจำกัดด้านค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เพื่อให้เด็กในความดูแลของกระทรวง พม. ได้รับสิทธิอย่างครบถ้วนโดยไม่เป็นภาระเพิ่มเติม

3. การศึกษาสำหรับเด็กเร่ร่อน และกลุ่มเปราะบาง โดยเชื่อมโยงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ด้วยการใช้รูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่น หรือจัดตั้งศูนย์การศึกษาตามมาตรา 12 สำหรับเด็กที่ยังไม่พร้อมเข้าเรียนตามปกติ 4. การศึกษาพิเศษ และการเรียนรวมสำหรับคนพิการ โดยพัฒนาห้องเรียนรวม ครู ล่าม สื่อ และอุปกรณ์ พร้อมเชื่อมฐานข้อมูลคนพิการของกระทรวง พม. ศธ. และ สธ. เพื่อให้ได้รับสิทธิและความช่วยเหลือตรงตามความต้องการ 5. การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กและระบบดูแลเด็กปฐมวัย โดยร่วมกำหนดมาตรฐานและผู้รับผิดชอบเด็กในแต่ละช่วงวัย เชื่อมข้อมูลตั้งแต่แรกเกิด และศึกษาแนวทางสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กและศูนย์เด็กเล็กอย่างเท่าเทียม
6. การดูแลครอบครัวของเด็กที่หลุดอออกจากระบบการศึกษา โดยบูรณาการความช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากระบบเพราะความยากจน การว่างงาน การย้ายถิ่น และความรุนแรงในครอบครัว โดยแก้ไขทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพจิต ตามแนวทาง “All for Education” และ 7. การปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยบูรณาการความรวมมือระหว่างกระทรวง พม. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ด้วยการใช้ศักยภาพของนักศึกษาอาชีวศึกษา และศูนย์ Fix It Center จำนวน 433 แห่งทั่วประเทศ เข้าไปซ่อมแซมบ้าน ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ และปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับคนพิการและผู้สูงอายุ พร้อมสร้างประสบการณ์ทำงานจริงและรายได้ให้นักศึกษา ตามโยบาย “Learn to Earn”
นายนิกร กล่าวว่า สำหรับแนวทางความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. และ ศธ. ทั้ง 7 ประเด็นสำคัญ นั้น กระทรวง พม. มี Quick Win 3 ประเด็นสำคัญ ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงศูนย์พิทักษ์สิทธิของกระทรวง ศธ. ร่วมกับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) ของกระทรวง พม. โดย ศรส. และศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300 กระจายความช่วยเหลือผ่านสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงทีมสหวิชาชีพที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันมากขึ้น และผ่านการเชื่อมโยงระบบการแจ้งเหตุ Traffy EDU เพื่อการส่งต่อข้อมูลมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้แก้ไขปัญหาของเด็กที่เกิดขึ้นในโรงเรียนได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

2) การทำ MOU ร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำหรับการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งกระทรวง พม. มีงบประมาณดังกล่าว แต่ไม่สามารถสนับสนุนค่าแรงได้ จึงต้องใช้ความร่วมมือของช่างในชุมชน และใช้ศักยภาพของนักศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ที่อยู่ในชุมชนเข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้าน ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ และปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับคนพิการและผู้สูงอายุ อีกทั้งเป็นการยกระดับอาชีพของนักศึกษาอาชีวศึกษา และ
3) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กพิการระหว่างกระทรวง พม. และ ศธ. ซึ่งปัจจุบันมีเด็กพิการที่ยังไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการเป็นจำนวนมาก โดยได้มอบหมายให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เร่งสำรวจเด็กพิการกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับบัตรฯ และสิทธิสวัสดิการสังคมต่างๆ ของคนพิการจากกระทรวง พม. ทั้งนี้ เราสามารถตั้งเป้าหมายของ Quick Win 3 ประเด็นสำคัญดังกล่าว และสามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ในเร็วๆ นี้
สำหรับการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือครั้งนี้ กระทรวง พม. และ ศธ. มีเป้าหมายร่วมกันในการดูแลเด็กทุกคนอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout โดยมีแนวทางการดำเนินงานร่วมกันต่อไป ดังนี้ 1. ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวง พม. และ ศธ. พร้อมกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพในแต่ละประเด็น 2. จัดทำฐานข้อมูลกลางรายบุคคล เชื่อมโยงข้อมูลเด็กกลุ่มเปราะบางและคนพิการให้เป็นชุดเดียวกัน 3. จัดทำแนวปฏิบัติการรับแจ้งเหตุ ส่งต่อ คุ้มครอง และเยียวยาที่ชัดเจน ผ่านระบบ Traffy Edu
4. นำร่องการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ห้องเรียนรวม และระบบเงินอุดหนุนตามความจำเป็นของผู้เรียน สำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์ หรือคนพิการ 5. เชื่อมระบบ “พม. Care” กับ “HERO OBEC Care” เพื่อคัดกรองและส่งต่อเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต 6. สนับสนุนอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ครอบครัว ผ่านศูนย์ฝึกอาชีพของกระทรวง พม. และ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อลดปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบ และ 7. ทบทวนกฎระเบียบและงบประมาณที่เป็นอุปสรรค พร้อมกำหนดกรอบเวลาและตัวชี้วัดเพื่อติดตามผล

