“อัครแสนคีรี” ชี้หากได้งบกลางเพิ่ม 6,000 ล้าน รัฐควรใช้ดูแล ชาวนา-ชาวไร่อ้อย หวั่นขาดเงินหมุน กระทบฤดูเพาะปลูกถัดไป

12
อัครแสนคีรี

รัฐสภา, 7 ก.ย.69 – นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 (พรบ.งบฯ) ในมาตรา 6 ซึ่งเป็นส่วนของรายจ่ายงบกลาง โดยสะท้อนความเดือดร้อนของเกษตรกร พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำงบประมาณที่เพิ่มขึ้นไปใช้ดูแลและเยียวยาประชาชนอย่างทั่วถึง โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้เสนอปรับเพิ่มงบกลางจากเดิมประมาณ 693,000 ล้านบาท เป็นกว่า 699,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ล้านบาท โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ถูกจัดสรรเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า หากสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติการเพิ่มงบกลางดังกล่าว จะทำให้นายกรัฐมนตรีมีงบประมาณกลางสำหรับใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จึงอยากฝากไปยังคณะกรรมาธิการฯ และรัฐบาลให้พิจารณานำงบประมาณส่วนนี้ไปดูแลปัญหาของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาและชาวไร่อ้อยที่กำลังรอเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ “ถ้าหากห้องนี้อนุมัติให้เพิ่มขึ้น 6,000 กว่าล้านบาท จะทำให้มีงบกลางไว้ใช้จ่ายเพิ่มเป็น 699,000 กว่าล้านบาท ผมอยากให้ช่วยดูแลปัญหาของเกษตรกรด้วย” นายอัครแสนคีรี กล่าว

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า ที่ผ่านมาสมัยที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยผลักดันมาตรการช่วยเหลือชาวนา เช่น เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท จำนวนไม่เกิน 10 ไร่ สำหรับข้าวนาปี รวมถึงมาตรการช่วยเหลือในส่วนของข้าวนาปรัง ซึ่งเกษตรกรยังคงรอความช่วยเหลือในลักษณะดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กลุ่มชาวไร่อ้อยยังรอเงินตัดสดซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือที่มีความสำคัญต่อเกษตรกร โดยรัฐบาลได้กำชับผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยกำกับดูแลไม่ให้เกษตรกรเผาอ้อย แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกษตรกรก็จำเป็นต้องได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูก

นายอัครแสนคีรี กล่าวว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของเกษตรกร เพราะหากไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป “ไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือชาวไร่อ้อย หากพวกเขาไม่มีเงินเหล่านี้เข้าไปหมุน ผมเกรงว่าจะกระทบต่อการเพาะปลูกในฤดูกาลถัด ๆ ไป”

นายอัครแสนคีรี ยังเปิดเผยว่า ทุกครั้งที่เดินทางกลับพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในหมู่บ้านต่าง ๆ มักเข้ามาสอบถามและทวงถามถึงความคืบหน้าของเงินช่วยเหลือเกษตรกร โดยตนได้แจ้งว่าจะนำเสียงสะท้อนดังกล่าวมาหารือในรัฐสภา “ทุกอาทิตย์ที่กลับไปจังหวัดชัยภูมิ กลับไปที่เขตของผม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านต่าง ๆ ก็มาทวงถาม ถามแล้วถามอีก ผมก็บอกว่าจะติดตามให้ในรัฐสภา วันนี้จึงได้นำเสียงสะท้อนของพวกเขามาพูดในมาตรา 6”

ท้้งนี้ นายอัครแสนคีรี ฝากไปยังรัฐบาลว่า หากสภาอนุมัติงบกลางที่เพิ่มขึ้น ขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรโดยเร็ว เนื่องจากเป็นความเดือดร้อนที่ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมีผลโดยตรงต่อการประกอบอาชีพและการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป