กรุงเทพฯ, 7 กันยายน 2569 – จากกรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนธิกำลังกับกรมป่าไม้และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมผู้ลักฃอบตัดไม้และแปรรูปไม้หวงห้ามในพื้นที่ จ.เชียงราย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) กล่าวว่า พร้อมเปิดศึกกวาดล้างการกระทำผิดกฎหมายและลุยปราบปรามขบวนการที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศอย่างไม่มีการละเว้น โดยเฉพาะการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และการค้าไม้มีค่าข้ามชาติ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบนิเวศและสมบัติของชาติ ทั้งนี้ได้สั่งการเน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เด็ดขาด และสืบสวนสอบสวนขยายผลไปให้ถึงตัวผู้บงการ เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกลุ่มนายทุนเบื้องหลังทั้งหมดเพื่อนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด

นายสุชาติ กล่าวว่า ทส.ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดิน ปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเด็ดขาด การเอาจริงเอาจัง และความไม่โอนอ่อนผ่อนตามต่อการกระทำผิดกฎหมาย ที่จะไม่ยอมให้กลุ่มทุนรายใดหรือขบวนการใด ๆ เข้ามากอบโกย ทำลาย หรือแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของชาติโดยเด็ดขาด
ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) เปิดเผยว่าได้ประสานกับนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ เพื่อสนธิกำลัง พร้อมทั้งมอบหมายให้ นายชัยชาญ ศรียงค์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง ติดตามและสืบสวนขยายผลขบวนการลักลอบตัดไม้หวงห้าม โดยปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ อส. ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) , กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมป่าไม้ เข้าทำการสืบสวนขยายผลและนำกำลังเข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่บ้านโป่งฮึ้ง ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พบว่าสถานที่ดังกล่าวมีการจัดตั้งเป็นโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไม้ท่อนซุกซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในวันดังกล่าว คณะเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของโกดังกลับพบสิ่งผิดปกติว่า ไม้บางส่วนที่เคยซุกซ่อนอยู่ภายในโกดังได้สูญหายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้น ทำให้ต้องเปิดยุทธการสะกดรอยและติดตามไม้ส่วนที่หายไปอย่างกระชั้นชิด

ล่าสุดระหว่างวันที่ 6 ถึง 7 กันยายน เจ้าหน้าที่ร่วมกันสืบสวนสะกดรอยติดตามไม้ประดู่ท่อนที่เคยตรวจพบภายในโกดังพื้นที่หมู่บ้านโป่งฮึ้ง จนพบว่ากำลังถูกลำเลียงขนย้ายออกมาจากโกดังอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยใช้รถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ของ บริษัท ไทยเครน เชียงราย จำกัด จำนวน 2 คัน โดยมีชายจำนวน 2 คนทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่ คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานร่วมกับตำรวจทางหลวง วางแผนเข้าทำการสกัดหยุดรถเพื่อขอทำการตรวจสอบอย่างทันท่วงที ขณะที่รถบรรทุกเคลื่อนที่มาถึงบริเวณริมถนนสาย 1020 ตำบลดอยลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
จากการเข้าตรวจค้นและตรวจสอบบริเวณท้ายพ่วงของรถเทรลเลอร์ทั้งสองคันอย่างละเอียด พบไม้ประดู่ท่อนขนาดใหญ่บรรทุกอยู่เต็มท้ายพ่วง โดยรถคันที่ 1 ท้ายพ่วงหมายเลขทะเบียน เชียงราย บรรทุกไม้ประดู่ท่อนจำนวน 47 ท่อน และรถคันที่ 2 ท้ายพ่วงหมายเลขทะเบียน เชียงราย บรรทุกไม้ประดู่ท่อนจำนวน 62 ท่อน รวมจำนวนไม้ประดู่ท่อนที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ทั้งหมดมากถึง 109 ท่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ได้สอบถามและเรียกตรวจเอกสารจากผู้ขับขี่ทั้งสองราย ปรากฏว่าผู้ขับขี่ไม่สามารถนำเอกสารหลักฐานแสดงแหล่งที่มาของไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แต่อย่างใด และจากการตรวจสอบสภาพเนื้อไม้เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยการเคยเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือเครื่องใช้มาก่อนแต่อย่างใด ซึ่งเข้าข่ายเป็นการทำไม้และมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองราย พร้อมอายัดของกลางไม้ประดู่ท่อนและรถเทรลเลอร์ นำส่งมายังหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชร. 5 (ดอยช้าง) เพื่อทำบันทึกการจับกุม อายัดของกลางไว้ตรวจสอบอย่างละเอียด และดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ปฏิบัติการสกัดจับและทลายขบวนการไม้หวงห้ามในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องยืนยันและสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติฯ, บก.ปทส., DSI, กรมป่าไม้ และตำรวจทางหลวง ในการบูรณาการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามขบวนการลักลอบตัดไม้และการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผล ตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สัญญาการขนส่ง เส้นทางการเงิน ตลอดจนเส้นทางลำเลียงของไม้ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเจาะลึก เพื่อลากตัวกลุ่มนายทุนข้ามชาติและผู้บงการอยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรป่าไม้ของประเทศให้คงอยู่สืบไป




