“ตั้ม จอมพลัง” สลัดลุค ขึ้นท้ายกระบะ สวมชุดเกราะ ใส่แว่นกันแดด เหน็บการ์ดดูแลความปลอดภัย ไม่สน “กัน จอมพลัง” คำติติงกล่าวหาหาแสง

16

วันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซอยบุญอยู่ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรืออดีตทนายตั้ม ได้แปลงโฉมแต่งกายเลียนแบบคล้าย นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือเป็นที่รู้จักในนาม “กัน จอมพลัง” โดยมีการติดหนวดปลอม สวมเสื้อเกราะ สวมเสื้อทับในและกางเกงขายาวสีดำทั้งตัว ประกอบกับใส่แว่นตากันแดดสีดำ และท่าทางประกอบอากัปกิริยาเฉกเช่น ”กัน จอมพลัง“ เวลาลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน 

โดยวันนี้นายษิทรา ยังได้เดินทางมาด้วยการยืนที่ท้ายรถกระบะ พร้อมบอดี้การ์ดประกบซ้าย-ขวา หน้า-หลัง และโบกมือทักทายสื่อมวลชน ก่อนเปิดเผยกับสื่อมวลชนที่ปักหลักติดตามทำข่าว ว่า “สื่ออย่าเพิ่งถ่าย ขอผมไลฟ์สดเสร็จก่อน แล้วเดี๋ยวเข้าไปช่วยเคสครับ ตอนนี้ผมมาถึงแล้ว หากใครที่เข้ามาดูแล้ว กดใจส่งมาเลยนะครับ อากาศร้อนนะครับ“ พร้อมทำท่านำเอากระดาษทิชชู่ซับเหงื่อ และลงจากรถกระบะ ก่อนพูดว่า ”วันนี้ผมมาช่วยคนพิการตาบอด เรื่องนายกัน จอมพลัง เราอย่าไปใส่ใจ วันนี้เรามาทำความดีกันดีกว่า“ ก่อนจะเดินเข้าบริเวณด้านในอาคารสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

โดย นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรืออดีตทนายตั้ม เปิดเผยว่า จากที่วานนี้ (4 ก.ย.69) ตนได้ไปที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งตอนแรกตนกะมาช่วยเหลือเงียบ ๆ ไม่ได้นัดหมายจะพาสื่อมวลชนมา แต่พอแจ้งภารกิจสื่อก็สนใจอยากช่วยผู้พิการคนตาบอดในเรื่องโควต้าหวย จึงได้พาสื่อมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่อยากช่วยให้มีการแก้ไข คือ กรณีของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ฯลฯ จริงๆ แล้วจะต้องได้รับโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขาย แต่ด้วยความที่พวกเขาพิการ ไม่สามารถประกอบอาชีพเหมือนเราปกติได้ แต่กลับมีคนที่มีอิทธิพลมีเส้นสายกลับเอาโควต้าสลากกินแบ่งของผู้พิการไปใช้สร้างรายได้จนฐานะร่ำรวย ตนจึงอยากให้สื่อได้ฟังความรู้สึกของพวกเขาบ้าง

นายษิทรา เผยอีกว่า เรื่องโควต้าสลากมันมีผลประโยชน์มหาศาล ไม่รู้ถึงใครบ้าง แต่ตนก็ไม่อยากให้คนที่แข็งแรงสมบูรณ์ไปแย่งโควต้าสลากกินแบ่งของผู้พิการตาบอด หรือแขนขาขาด ในเมื่อคุณทำมาหากินได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ตนจะไปติดตามที่ดีเอสไอว่าสืบสวนไปถึงไหน และจะได้ขยายดูในเรื่องของเส้นทางการเงิน และจะไปติดตามที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยว่าคนที่ควรได้รับสลากกินแบ่ง ก็ควรได้รับตามสิทธิ เพราะโควต้ามันไปที่นักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ ทำให้พวกเขาร่ำรวยจากการแย่งโควต้าผู้พิการตรงนี้ ส่วนกรณีที่มีคนบอกว่าการที่ตนออกมาตรงนี้คือการหาเเสงนั้น ตนอยากบอกว่าแล้วแต่จะมอง จะหาว่าหาแสงก็ได้ แต่เอาแบบนี้ดีกว่า “ผมถาม FC เลย จะให้ผมทำไหม หรือไม่ให้ทำ หรือจะให้หยุดพักไปเลย ไม่ให้ทำไหม จะให้ทำต่อไหม โหวตมาเลย เรื่องช่วยคนตาบอด จะให้ผมทำไหม จริง ๆ ผมก็ไม่ได้อยากไปยุ่งอะไรกับเขามากมายหรอก ผมก็อยากทำความดีของผม ไม่อยากไปทะเลาะอะไร ไม่มีเอามาเป็นเครื่องมือการเมือง เราทำกันมาก่อนหน้านี้แล้ว“

นายษิทรา ยังพูดถึงมูลนิธิใหญ่ชื่อดัง กรณีมีการซื้อเสื้อเกราะโดยใช้เงินบริจาคของมูลนิธิพร้อมกับประเด็นที่อีกฝ่ายออกมาไลฟ์สดว่าได้มีการยื่นงบให้ตรวจสอบแล้วนั้น ตนมองว่าเป็นการตอบไม่ตรงประเด็น เพราะการยื่นงบไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าการใช้จ่ายเงินบริจาคถูกต้องจริงหรือไม่ อีกทั้งเมื่อมีคนเข้าไปสอบถามหรือคอมเมนต์กลับถูกบล็อก นอกจากนี้ ตนขอนำหลักฐานราคาเสื้อเกราะระดับ 4 (Level 4) มาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยมูลนิธิเคยอ้างว่าซื้อมาได้ในราคาถูกเพียง 6,000 บาท (จากราคาเต็ม 20,000 บาท) แต่ความจริงราคา 6,000 บาทนั้น เป็นราคาซื้อเพียงแผ่นป้องกันด้านหน้าแผ่นเดียว ไม่ใช่ทั้งชุด ขณะที่ร้านค้าทั่วไปจำหน่ายเกราะระดับ 4 แบบครบชุดทั้งหน้า-หลัง อยู่ที่ราคาเพียง 6,990 บาทเท่านั้น ซึ่งถ้าหากซื้อทั้งหน้าหลัง ก็จะต้องราคามากกว่า 6,990 บาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสายข่าวและแหล่งข่าวส่งข้อมูลเรื่องการตั้งบริษัทนอมินี โดยให้พรรคพวกตนเองเปิดบริษัทมารับงานของมูลนิธิเพื่อกินส่วนต่างจากเงินบริจาค โดยตนจะต้องพูดคุยกับแหล่งข่าวอีก 2 คนในวันนี้ด้วย ซึ่งถ้าหากทั้ง 2 คนกล้าที่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เราก็จะสามารถรวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมเข้ายื่นเรื่องต่อดีเอสไอในข้อหาฟอกเงินในสัปดาห์หน้าได้

ทั้งนี้ ก่อนที่จะจบการแถลงข่าว นายษิทรา ได้ฝากไปถึง FC ว่า “ผมไม่ได้มาหาแสง แต่ตัวของผมก็มีลูก ผมอยากให้ลูกของผมวันหนึ่งได้เห็น” พร้อมทำท่าสะอื้น และมีน้ำตาคลอเบ้า และพูดต่อว่า “ได้เห็นในสิ่งที่ผมทำว่าสิ่งที่ผมทำมันมีประโยชน์นะ มันมีคนได้ประโยชน์กับประเทศชาติ วันหนึ่งลูกของผมโตขึ้นเขาจะเห็นเอง จะเห็นเองว่าสิ่งที่ป๊าทำมันเกิดผลประโยชน์กับคนที่เราให้ความช่วยเหลือจริง ๆ สักวันจะเห็นกันเอง แค่นี้แหละครับ” ทั้งนี้ ระหว่างการสัมภาษณ์ นายษิทรา ได้นำกระดาษทิชชู่ออกมาซับหน้าอยู่เป็นระยะ ๆ อีกด้วย

ส่วน ตัวแทนผู้พิการทางสายตา ที่เดินทางมารับเอาเล่มสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ปกติแล้วตนจะเดินทางมารับเล่มสลากกินแบ่งทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งแต่ละคนก็ได้โควต้าแตกต่างกันไป แต่เฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 เล่ม ซึ่งในการมารับเอาเล่มสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้มารับจะต้องแสดงบัตรสมาคม แต่ก็ยอมรับว่าเป็นจำนวนเล่มที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ

ขณะที่ นายศุภชัย สงพินิจ อดีตนักกีฬากรีฑาทีมชาติไทย (ผู้พิการทางสายตา) ระบุว่า พี่ทนายตั้มเป็นคนแรกที่เปิดเผยเรื่องนี้ ตนอยากบอกว่าตนเดือดร้อน ทั้งที่เราเป็นนักกีฬาผู้พิการของสมาคมจริง แต่สมาคมฯ ได้รับโควต้า ในขณะที่ตนเป็นนักกีฬาของสมาคมฯ กลับไม่ได้รับการจัดสรรโควต้า แต่โควต้าพวกนี้กลับไปอยู่ในมือของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลแทน รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ด้วย ตนเลยลำบาก เพราะเราก็อยากมีอาชีพ แต่ตอนนี้เหมือนสิทธิเราหายไป อย่างไรก็ดี หลักฐานที่เป็นรูปธรรม มันคือเอกสารที่ตนเคยไปยื่นที่ดีเอสไอกับกระทรวงยุติธรรมก่อนหน้านี้ แต่ในการต่อสู้ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้รับทราบความคืบหน้าเลย

ด้าน นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางทนายตั้มได้เข้ามาเยี่ยมที่สมาคมฯ ของเราเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และได้พาไปร้องทุกข์ที่ดีเอสไอ และกระทรวงยุติธรรม ซึ่งดีเอสไอได้มีการสืบสวนสอบสวนจนมีหนังสือไปถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่เรื่องก็ไม่มีความคืบหน้า แม้มีข้อมูลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ระบุว่า ได้จัดสรรสลากกินแบ่งให้ใครบ้าง จึงอยากรู้ว่าแต่ละแห่งได้รับจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจำนวนเยอะมาก แต่ผู้พิการจริง ๆ ของสมาคมฯ กลับถูกเบียดบังสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้ ในบรรดารายชื่อองค์กรที่ได้รับการจัดสรรโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลล้วนมีความเกี่ยวพันกับนักการเมือง และสลากกินแบ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนท่อน้ำเลี้ยงของนักการเมือง ตนจึงอยากให้เรื่องนี้ได้รับความยุติธรรม และกำจัดนักการเมืองเลวที่เบียดเบียนโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้พิการ ขนาดศาลากลางจังหวัดบางแห่งก็ยังได้สลากกินแบ่งรัฐบาล ตนมองว่าไม่ถูก 

นายสมชาย กล่าวอีกว่า ตนทราบว่าดีเอสไอได้มีหนังสือแจ้งไปยังสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ว่า สมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้รับสลากกินแบ่งจริง แต่ไม่ได้จัดสรรให้กับนักกีฬา ทำให้พบข้อมูลจาก สส. ว่ามันมีการจัดสรรให้คนปกติไปสมอ้างรับสลากกินแบ่งรัฐบาลแทน และข้อสำคัญอย่างยิ่ง คือ คนที่ติดต่อขายสลากกินแบ่งให้นักการเมือง มีเงินไหลเข้าบัญชีเดือนละ 20 ล้านบาท ปีหนึ่งเฉลี่ย 200 ล้านบาท เรามีหลักฐานเส้นทางการเงินทั้งหมดในเรื่องนี้ ตนจึงอัดอั้นตันใจที่เราไม่ได้รับความยุติธรรมเลย เพราะคนพิการตาบอดได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลกันคนละ 2-3 เล่ม แต่ทางนู้นเอาไปเป็นหมื่นเป็นพันเล่ม

นายสมชาย กล่าวต่อว่า ตนอยู่กับสลากกินแบ่งรัฐบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ประท้วงที่สนามหลวง จากนั้นอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับคนพิการไปจัดทำโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ตนอยู่ตรงนี้มา 52 ปีแล้ว ดังนั้น เดิมทีนักการเมืองและหน่วยงานราชการถือโควต้า แต่หลัง ๆ หน่วยงานราชไม่ได้ถือโควต้าแล้ว กลายเป็นนักการเมืองไปเอามาขายแทน ไปบังคับเอาจากสลากกินแบ่งรัฐบาล และขายส่งกับยี่ปั๊วะ จนยี่ปั๊วะมาขายส่งทุกวันนี้ ถ้าไม่มียี่ปั๊วะเป็นคนกลาง ตนก็ไม่อยากโทษยี่ปั๊วะหรอก เพราะเขาเป็นคนกลางมีซื้อเข้าขายออก แต่เป็นนักการเมืองนี่แหละที่มาเบียดเบียนเอาไป

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า ผลสรุปการตรวจสอบสืบสวนของดีเอสไอ โดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ระบุว่า มีความผิดปกติ และได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทยรับทราบแล้ว ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยก็ได้มีการแก้ไขชื่อของคนที่ไม่ใช่ผู้พิการในการรับจัดสรรโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม แม้การกีฬาแห่งประเทศไทยได้มีการแก้ไขรายชื่อแล้ว แต่โควต้าเล่มสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ยังคงไม่ถึงผู้พิการดังเดิม