อินโนบิก ร่วมกับ วว. เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย หลัง Probiotic Daily Balance และ Probiotic LD-Less ได้รับการตอบรับที่ดี พร้อมขยายความร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพันธมิตร เพื่อพัฒนา Functional Probiotic สำหรับโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs รวมถึงศึกษาศักยภาพและแนวทางขยายผลผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคนอกประเทศไทยในอนาคต

ดร.ณัฐ อธิวิทวัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า อินโนบิกร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. นำองค์ความรู้และทรัพยากรชีวภาพของไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง สอดคล้องกับทิศทางภาครัฐในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับประเทศไทยจากผู้ซื้อเทคโนโลยีสู่ผู้สร้างนวัตกรรมและมูลค่า หรือValue Creator ตลอดจนผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพให้เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
ทั้งนี้ข้อมูลจากรายงาน Bigger on the Inside: The Expanding World of Microbiome Therapeutics ของIQVIA ระบุว่า ตลาดโพรไบโอติกในกลุ่ม OTC และConsumer Health ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 ตลาดดังกล่าวเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปีในช่วงปี 2560–2564 ขณะที่มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 12% ในปี 2564 และช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 เพิ่มขึ้นประมาณ 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงฐานความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อการดูแลสุขภาพด้วยโพรไบโอติกและพัฒนาการของอุตสาหกรรมที่กำลังขยายจากการดูแลสุขภาพทั่วไปไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ระบุสายพันธุ์คุณสมบัติ และประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวทำให้อินโนบิกให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานวิจัย Functional Probiotic สำหรับโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs เช่นโรคเบาหวาน หรือ ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น พร้อมขยายความร่วมมือกับ วว. สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยและพันธมิตรด้านสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงตั้งแต่งานวิจัยการคัดเลือกสายพันธุ์ การทดสอบทางวิทยาศาสตร์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการผลิตระดับอุตสาหกรรมไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางบริการสุขภาพและการใช้งานจริง
ปัจจุบันอินโนบิกมีผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่วางจำหน่ายแล้ว 2 รายการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์และคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ Probiotic Daily Balance ผลิตภัณฑ์ซินไบโอติกในกลุ่ม General Probiotic เพื่อสนับสนุนสมดุลของระบบทางเดินอาหารประกอบด้วย Bifidobacterium breve TISTR 2986 และ Bacillus coagulans TISTR 2952 ร่วมกับพรีไบโอติก Resistant Maltodextrin
ส่วน Probiotic LD-Less เป็น Functional Probiotic ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยดูแลระดับคอเลสเตอรอล LDL โดยใช้ Lacticaseibacillus paracasei TISTR 2593 ซึ่งมีผลการศึกษาทางคลินิกพบว่า ผู้ที่ได้รับโพรไบโอติกสายพันธุ์ดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน มีระดับ LDL ลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก

ล่าสุด TISTR 2593 ได้รับการขึ้นทะเบียนmonograph สำหรับ “ยาความเสี่ยงต่ำ” (Low Risk Drug) จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรืออย. นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำงานวิจัยจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้กระบวนการกำกับดูแลด้านยา สะท้อนพัฒนาการจากโพรไบโอติกเพื่อดูแลสุขภาพทั่วไป ไปสู่ Functional Probiotic ที่ใช้สายพันธุ์เฉพาะและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ อินโนบิกและ วว. ยังร่วมวิจัยและพัฒนาโพรไบโอติกสำหรับใช้เสริมการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็น Functional Probiotic เฉพาะทางและเป็นอีกโครงการหนึ่งที่แยกจาก Probiotic Daily Balance และ Probiotic LD-Less ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน อินโนบิกยังร่วมกับบริษัท ที.แมนฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก Lacticaseibacillus zeae TISTR 2529 และ Limosilactobacillus reuteri TISTR 2736 เพื่อต่อยอดศักยภาพด้านการดูแลภาวะไขมันพอกตับ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาFunctional Probiotic สำหรับสุขภาพด้านเมตาบอลิซึมและกลุ่มโรค NCDs

“โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม Life Science ไทยไม่ใช่การขาดงานวิจัยที่ดี แต่คือการทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยแสดงให้เห็นว่า เมื่อภาควิจัย ภาคธุรกิจ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน เราสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรชีวภาพของประเทศให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างทั้งคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้” ดร.ณัฐกล่าว
อินโนบิกวางบทบาทเป็น Ecosystem Builder เชื่อมโยง สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐผู้ผลิต และเครือข่ายบริการสุขภาพ เพื่อให้งานวิจัยที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์และการใช้งานจริงได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำ การพิสูจน์คุณสมบัติและความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์และมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงช่องทางจำหน่ายผ่านร้านขายยา คลินิก และโรงพยาบาล
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ Access to Excellent Life ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพได้ “ง่ายกว่า” ผ่านผลิตภัณฑ์และช่องทางที่เข้าถึงได้ “เร็วกว่า” ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ และ “ดีกว่า” ด้วยนวัตกรรมที่มีมาตรฐานและข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ
สำหรับการขยายผลสู่ต่างประเทศ อินโนบิกจะให้ความสำคัญกับการศึกษาศักยภาพขององค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ในประชากรเป้าหมาย โดยเฉพาะประเทศที่มีรูปแบบอาหาร วิถีชีวิต และโจทย์สุขภาพใกล้เคียงกับประเทศไทย การดำเนินงานจะเป็นไปอย่างเป็นขั้นตอน โดยต้องศึกษาความเหมาะสมกับประชากรแต่ละกลุ่ม มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และสอดคล้องกับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ ไม่ใช่การเร่งรุกตลาดโดยปราศจากข้อมูลสนับสนุน

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการสร้างแบรนด์โพรไบโอติกไทย แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้งานวิจัยไทยเดินทางจากห้องปฏิบัติการไปถึงประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดโอกาสให้องค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยสามารถขยายผลและสร้างคุณค่าแก่ผู้บริโภคนอกประเทศได้ในอนาคต” ดร.ณัฐกล่าวสรุป
ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวเพิ่มเติมว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก แต่ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในห้องปฏิบัติการ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง วว. จึงได้จัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม(ICPIM) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีชีวภาพจากจุลินทรีย์แบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศ ยกระดับจากการวิจัยในห้องทดลองสู่โรงงานผลิตระดับอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานสากล

วว. โดย ICPIM ได้ขึ้นทะเบียนจุลินทรีย์โพรไบโอติกเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้วมากกว่า 20 สายพันธุ์ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ อย. อีกประมาณ 30สายพันธุ์ และยังมีสายพันธุ์ที่กำลังพัฒนาในระบบวิจัยอีกประมาณ 35 สายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนไปแล้วหลายสิบโครงการ รวมทั้งผสานความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญอย่าง บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ในการต่อยอดเทคโนโลยีโพรไบโอติก ทั้งการทดสอบทางคลินิกและการผลิตในระดับอุตสาหกรรมมากกว่า 200กิโลกรัม
สำหรับในก้าวต่อไปของ วว. พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมมูลค่าสูง (Next Generation Industries) โดยเดินหน้าพัฒนา โพรไบโอติกรุ่นใหม่(Next-Generation Probiotics: NGPs) ที่มีความจำเพาะในการดูแลสุขภาพ เพื่อยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัด(Live Biotherapeutic Products: LBPs) ในอนาคตควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนบทบาทของศูนย์ ICPIM สู่โมเดล RDIM ในรูปแบบ CDMO (Contract Development and Manufacturing Organization) เพื่อให้บริการแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมวิจัยพัฒนาพัฒนาสูตรตำรับ ทดสอบทางคลินิก การขึ้นทะเบียนวิเคราะห์ทดสอบ และการผลิตในเชิงพาณิชย์ ที่รองรับการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และการทำงานร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน

สุดท้ายนี้ วว. ขอขอบคุณ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ที่เชื่อมั่นในความศักยภาพของจุลินทรีย์ไทยวิจัยโดยนักวิจัยไทย ความร่วมมือกันของสองหน่วยงานในการเปลี่ยนทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่นให้เป็นนวัตกรรมสุขภาพระดับสากล ช่วยลดการพึ่งพานำเข้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหาร อาหารฟังก์ชัน และอาหารทางการแพทย์ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
อินโนบิก จุดเริ่มต้นสู่ชีวิตที่ดีกว่า : Access To Excellent Life ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://innobicasia.com , FB: Innobic




