“ทนายภัทรพงศ์ ชุดทีมสืบสวน คดีเเตงโม”สอนมวย 9 ประเด็นกฎหมาย ตั้งข้อสังเกตุเบื้องหลัง DSI หอบสำนวนส่ง ป.ป.ช.

19

ฉีกดราม่า อดีตทนายชุดทำคดีสแกนยิบ 9 ประเด็นกฎหมายคดีแตงโม ตั้งข้อสังเกตุเบื้องหลัง DSI หอบสำนวนส่ง ป.ป.ช.กาง พ.ร.บ.คดีพิเศษ ตอกกลับหน่วยงานตัวเองยังไม่รับสอบสวนเลย ชี้ การสืบสวนน้ำหนักน้อยมาก

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ ทนายความ ของอัยการดาวและ พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 อดีตผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 (ผบก.สส.ภ.1) อดีตหัวหน้าทีมสืบสวนและคลี่คลายคดี เเตงโม ดาราสาวตกเรือเสียชีวิต โพสต์เฟซบุ๊คให้ความเห็นทางกฎหมาย เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีการเสียชีวิตของดาราสาว(แตงโม) ทุกประเด็นว่า

อำนาจของดีเอสไอ เกี่ยวกับการสอบสวนรื้อคดีประมาท ให้เป็นคดีฆ่าและร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยบุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษ ว่า ดีเอสไอ มีอำนาจสอบสวนต่างจากตำรวจ เพราะมีอำนาจสอบสวนเฉพาะบางคดี เช่นคดีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนมูลค่าสูง ,คดีอาญาบางข้อหาที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศ


แต่หากเป็นคดีทางอาญาประเภทอื่น เช่น ฆ่า ประมาททั่วไป ต้องมีมติ กคพ.ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม ตาม ม.21(2)และ ปัจจุบัน กคพ.ยังไม่มีมติรับคดีแตงโม หรือคดีช่วยเหลือผู้ต้องหา ให้ทำการสอบสวนตามพรบ.คดีพิเศษ เพราะอธิบดีมีอำนาจสั่งให้สืบสวนเพื่อเสนอ กพค (ม.23/1วรรคสอง ประกอบ ระเบียบ กคพ.ว่าด้วยการสืบสวน) ทำให้ ถ้าคดีทำแค่สืบสวนแล้วจบ ไม่มีการสอบสวนต่อ แค่การสืบสวน พยานหลักฐานจะะมีน้ำหนักน้อยต้องใช้ฟังประกอบ เพราะการสอบสวนเป็นเรื่องสำคัญ คดีที่อัยการส่งฟ้องศาล ถ้าไม่ผ่านการสอบสวนอัยการยังไม่มีอำนาจฟ้อง ตาม ม.120 วิอาญา (ทนายจำเลยชอบสู้เรื่องอำนาจสอบสวน สู้สำเร็จก็เหมือนอัยการแพ้ฟาวน์ ) หรือสอบสวนไม่ชอบ ศาลยกฟ้องได้ เช่น ฎีกาที่ 345/2568 และ ระหว่างดีเอสไอ กับตำรวจ ถือเป็นองค์กรของรัฐเหมือนกัน มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนและมีอำนาจสอบสวนได้แต่ ผลทางกฎหมายต่างกันการสอบสวนต้องมีความเห็นทางคดี ควรฟ้อง/ไม่ฟ้อง ส่วนการสืบสวนยังไม่ถึงขั้นมีความเห็นทางคดี ว่าจะควรฟ้อง หรือไม่ฟ้องเป็นคนละขั้นตอนกัน อำนาจทางคดีต่างกันชัดเจน

กรณีเรื่องเขตอำนาจศาล ระหว่างศาลอาญา กับศาลจังหวัดนนทบุรี การตัดสินคดีต้องเป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม คำพิพากษาศาลลงโทษผู้กระทำผิดต้องเป็นไปตามกฎหมาย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การที่จะลงโทษ ลิดรอนสิทธิของบุคคลใด ต้องเป็นไปภายใต้บทบัญญัติตามกฏหมายเท่านั้น และผู้ตัดสินต้องมีอำนาจตามกฎหมาย คดีการเสียชีวิตของดาราสาว อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนนทบุรี ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลอาญา พิพากษาตัดสินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดนนทบุรีได้ ศาลอาญาจึงพิพากษาตัดสินคดีการเสียชีวิตไม่ได้

ส่วนคดีหมิ่นประมาท ที่ศาลอาญาพิพากษาพิพากษานั้น เป็นการยกฟ้องตาม ม.329(3) ซึ่งบัญญัติว่า “ ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยขอประชาชนย่อมกระทำ” ศาลอาญาใช้บทดังกล่าวยกฟ้อง แต่คดีของศาลอาญายังไม่ถึงที่สุดเพราะอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาแล้ว เพราะเป็นทนายของ พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม โจทก์ร่วมจำนวน 1 สำนวนและโจทก์ร่วม ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัดนนทบุรี อีกจำนวน 1สำนวน จึงทราบข้อมูลรวมทั้งเป็นทนายความโจทก์ร่วม ที่คุณแม่(อัยการดาว)เป็นผู้เสียหายในคดีที่มีการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี3️⃣ ส่วนพยานหลักฐานใหม่ การจะรื้อฟื้นคดีได้ต้องเป็นจำเลยที่คดีถึงที่สุดรื้อ ยกตัวอย่างเช่นนาย อ. รื้อว่ามีพยานหลักฐานใหม่ว่าตัวเองไม่ได้กระทำประมาท เป็นคนอื่นกระทำผิด ถ้าผ่านกระบวนการศาลมีอำนาจยกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาว่าบุคคลนั้นมิได้กระทำผิดได้ และถ้าขอเรียกค่าทดแทนหรือสิทธิคืน ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนหรือการขอรับสิทธิเช่นการประนีประนอมที่จ่ายไปแล้วให้ศาลกำหนดได้( พรบ.การรื้อฟื้นคดีอาญาฯ ม.5,6,13) ส่วนประเด็นว่ามีพยานหลักฐานใหม่ใช้กับกรณีสั่งไม่ฟ้องคดี ให้มีการสอบสวนใหม่ได้ เพื่อลงโทษผู้ต้องหา (ปอ.ม. 147) แต่กฎหมายไม่มีบทบัญญัติให้ใช้กับกรณีที่สั่งฟ้องผู้ต้องหาและศาลพิพากษาไปแล้ว แต่จะนำผู้ต้องหามาสอบสวนเพื่อฟ้องดำเนินคดีซ้ำๆ ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ ตาม วิอาญามาตรา 39(4)

ส่วนการร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมฯ กับคดีประมาทฯ มีประเด็นว่าการร่วมกันบิดเบือนทางอาญาเพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษ ถึงจะเป็นคนละประเด็นกับคดีประมาท แต่การบิดเบือนฯเพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษฯสาระสำคัญคือ เพื่อให้บุคคลอื่นไม่ต้องรับโทษอะไร เป็นองค์ประกอบ เพราะการฟ้องคดี ต้องบรรยายสาระสำคัญ ….ดังนี้


“ข้อ 1)..(ย่อ)..เมื่อวันที่…….เพื่อให้การช่วยเหลือ นาย/นางสาว….. ผู้ต้องหาซึ่งได้กระทำความผิดฐาน……(สมมติตั้งธงเป็นฆ่า….)ตามคดีอาญาที่….ของ…..(หน่วยงานที่ทำการสอบสวน) ด้วยวิธีการช่วยโดย…….”
สาระสำคัญที่ ช่วยคนร้ายไม่ให้รับโทษ จึงต้องใส่ว่าโทษอะไร เพราะถ้าเป็นโทษฐานประมาท อัยการก็ฟ้องคดีไปแล้ว ส่วนคำพิพากษาของศาลเป็นดุลพินิจ ถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ตามกฎหมาย


แต่ถ้าเป็น กรณีช่วยคนร้าย ไม่ให้รับโทษฐานฆ่าคนตาย ต้องปรากฏว่า มีการสอบสวนมีระบุชื่อผู้ต้องหาที่เป็นคนร้ายว่า ใครฆ่า ด้วยวิธีการใด ปรากฎการสอบสวนตามกฎหมาย จึงจะบรรยายถึงวิธีการช่วยที่เป็นการบิดเบือน การสอบสวนว่ามีความผิด “ฆ่า”จริง จึงเป็นสาระสำคัญ และต้องส่งหลักฐานชั้นสอบสวนด้วย แค่การสืบสวนเป็นการแสวงหาข้อเท็จริงเท่านั้น ผลทางกฎหมายจึงต่างจากการสอบสวน

ส่วนกรณีที่มีดีเอสไอมีข่าวการส่งหนังสือหรือสำนวนไป ปปช. นั้นเป็นเรื่องปกติเพราะการทำหนังสือถึงหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนส่งหนังสือ ประชาชนแจ้งความ หรือหน่วยงานรัฐเช่น ดีเอสไอ ส่งหนังสือ หรือสำนวนสืบสวนถึง ปปช.ที่เป็นหน่วยงานรัฐเช่นกัน การที่ปปช รับหนังสือให้ เป็นงานสารบัญ เช่นเดียวกับการฟ้องคดีที่ศาล ศาลก็จะออกเลขคดีดำให้ ออกเลขส่วนหนึ่ง แต่ศาลจะรับฟ้องหรือเปล่า ต้องอีกขั้นตอนหนึ่ง แม้แต่คดีของพนักงานอัยการไปฟ้องและไม่ครบองค์ประกอบความผิด ศาลก็ออกเลขดำให้ตามระบบ แต่ก็ยกฟ้อง ออกเลขแดงต่อไป เป็นระบบของศาล(ฏีกาที่ 274/2546)เพราะถ้าหน่วยงานไม่รับหนังสือไม่รับเรื่อง เช่นไม่รับแจ้งความ ทนายบางคน หรือชาวบ้านแรงๆ ก็อาจดำเนินคดีจนท ได้ ดังนั้นเนื้อหาข้างในอีกเรื่อง คนนอกไม่มีใครรู้ เพราะเมื่อรับแล้ว เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะดำเนินการให้ คืนเรื่องมา หรือรับเรื่องแล้วยุติ บางทีก็เก็บเงียบ ในส่วนดุลพินิจของ ปปช.ก็เป็นไปตามกฎหมาย และการจะดำเนินคดีส่งฟ้องใคร ปปช.ก็ต้องผ่านการสอบสวนตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

การส่งสำนวนของดีเอสไอ ไป ป.ป.ช.ดีเอสไอ มีอำนาจส่งสำนวนที่ทำการสอบสวนแล้ว เป็นการส่งเรื่องคดีพิเศษไป ปปช ตามม.21/1พรบ.คดีพิเศษ กรณีที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษตามกฎหมาย (ที่ผู้กระทำผิดคดีพิเศษ) ต้องส่งไป ปปช.ภายใน 30 วัน และในระหว่างส่งสำนวนไป ปปช.ดีเอสไอ มีอำนาจสอบสวนไปพลางก่อนก็ได้ เพื่อรอมติของ ปปช.ว่าจะรับไว้ตามกฎหมายหรือไม่ โดยผู้กระทำผิดต้องเข้าหลักเกณฑ์คดีพิเศษ และให้ส่งไป ปปช. แต่แค่ชั้นสืบสวนหรือกรณียังไม่มีการร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษ แค่สงสัย มีแนวโน้มหรือแค่อาจ (คือยังไม่ฟันธง) ในทางกฎหมายคือเป็นการเผื่อ ไม่ยืนยัน มีผลต่างจากยืนยันร้องทุกข์ดำเนินคดี หรือกล่าวโทษ เพราะต้องยืนยันว่า “มี” บุคคลกระทำผิด วิอาญา ม.2(7)(8) ดังนั้น ถ้ายังไม่ฟันธง จึงยังเข้าไม่เข้าหลักเกณฑ์การร้องทุกข์ กล่าวโทษ ตาม พ.ร.บ.คดีพิเศษฯ ตามม.21/1

-ส่วนประเด็นอำนาจ ปปช.ที่จะรับดำเนินการคดีที่ไม่มีการร้องทุกข์ ท่ี่ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ (แนวบัตรสนเท่ห์) มีอำนาจตาม ม. 48 พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ และหากตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว จะเสนอเพื่อไม่รับเรื่องได้พิจารณาก็ได้ และถ้าคณะกรรมการ ปปช. มีคำสั่งไม่รับเรื่อง ให้มีหนังสือแจ้งกรณีที่มีการกล่าวหา ม.49พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ)


แต่สาระสำคัญอยู่ที่ว่า “ มีการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ ปปช.” เพราะ ปปช.ย่อมมีอำนาจในคดีที่มีการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตต่อหน้าที่ จึงจะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของ ปปช.เพราะการสืบสวนของหน่วยงานตนเองที่ยังไม่แน่ใจ ยังไม่ฟันธง แต่ส่งให้หน่วยงานอื่น ต้องดูข้อกฎหมายของหน่วยงานอื่นด้วยว่ามีอำนาจไหม
สรุป ให้เข้าใจง่าย

(1) คดีแตงโมผ่านการการสอบสวนของตำรวจแล้ว กระทั่งพนักงานอัยการส่งฟ้อง และศาลมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนการสืบสวนของดีเอสไอไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลได้

(2) การสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานฯเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ส่วนการสืบสวน เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงตามกฎหมาย

(3) จนท.และพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ (บางตำแหน่งอำนาจคล้ายตำรวจพิเศษ) ทำคดีได้เฉพาะคดีพิเศษ(ตามกฎหมายและระเบียบ) ถ้าจะรับคดีที่กรมไม่มีอำนาจ ต้องมีมติตามขั้นตอน

(4) คดีการเสียชีวิตของดาราสาวที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ในส่วนจำเลยที่ปฏิเสธยังไม่ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่รับสารภาพ ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว

(5) ศาลแต่ละศาลมีอำนาจตามเขตอำนาจ ไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลอาญา พิพากษาคดีของศาลนนทบุรีได้

(6) ข้อกฎหมายเรื่องพยานหลักฐานใหม่ ใช้กรณีสั่งไม่ฟ้อง แต่อัยการฟ้องทุกข้อหายังไม่มีกฎหมายให้อำนาจดำเนินคดีซ้ำ เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิอาญา ม.39(4)

(7) การรื้อคดี ต้องเป็นฝ่ายจำเลย(คดีถึงที่สุด) ไม่มีกฎหมายให้ผู้เสียหายหรือญาติผู้เสียหายรื้อคดีได้

(8) การส่งหนังสือราชการ การรับหนังสือ เป็นงานสารบัญตามปกติ แต่เนื้อหาต้องพิจารณาตามขั้นตอน กฎหมาย ใครจะยื่นหนังสือกับดีเอสไอเพื่อรักษาสิทธิ์ทำได้ เผื่อดีเอสไอจะรับทำ

(9) ข้อหาช่วยเหลือผู้ต้องหาไม่ให้ต้องรับโทษ สาระสำคัญคือ โทษของผู้ต้องหาต้องระบุข้อหาได้และผ่านการสอบสวนว่าผู้ต้องหากระทำผิดจริง ประสงค์จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษตามข้อหานั้น ส่วนการคาดเดาว่า ผู้ต้องหาน่าจะ มีแนวโน้ม อาจจะ ทำเช่นว่านี้ ในทางกฎหมาย ถ้าหน่วยงานตัวเองยังไม่ชัวร์เลยว่ามีการกระทำผิด จะให้หน่วยงานอื่นชัวร์ได้ยังไง

แหล่งที่มา อ้างอิง

https://www.facebook.com/share/p/1HSGDqkzDZ/?mibextid=wwXIfr