ความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารคลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา วันนี้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเสียหาย เพื่อเตรียมหาสาเหตุและต้นเพลิง
พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าสำรวจพื้นที่โดยรอบ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปเก็บพยานหลักฐานบริเวณจุดเกิดเหตุได้ เนื่องจากพื้นลานจอดรถบริเวณชั้น 2 และชั้น 3 ถล่มลงมา โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณชั้น 1 โซนซี
ขณะนี้ พฐ.ทราบจุดต้นเพลิงจากภาพวิดีโอแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ โดยจำเป็นต้องรื้อถอนโครงสร้างบริเวณชั้น 2 และ 3 ออกก่อน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบและเก็บพยานหลักฐานได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ ระหว่างการตรวจพื้นที่ยังพบว่ามีกลิ่นสารเคมีค่อนข้างรุนแรง ทำให้พยานบุคคลที่เจ้าหน้าที่นำเข้ามาชี้จุดเกิดเหตุมีอาการเป็นลม
ด้าน นายศุภกรณ์ สอนใหม่ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ระบุว่า ได้แจ้งให้เจ้าของอาคารดำเนินการจัดหาผู้รับเหมา รวมถึงวิศวกรควบคุมงาน เพื่อรื้อถอนโครงสร้างที่ได้รับความเสียหาย โดยจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานที่จะเข้าตรวจสอบพื้นที่ด้วย เบื้องต้นเจ้าของอาคารให้ความร่วมมือ และคาดว่าจะเร่งดำเนินการภายในสัปดาห์นี้
ขณะที่ พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีว่า ตำรวจได้จัดศูนย์รับแจ้งความและอำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับความเสียหายตั้งแต่วันแรก โดยขณะนี้มีผู้เข้าแจ้งความแล้ว 170 ราย และสอบปากคำแล้ว 138 ราย
สำหรับผู้เสียหายที่ก่อนหน้านี้อาจจำรายละเอียดความเสียหายได้ไม่ครบ สามารถเข้าแจ้งความเพิ่มเติมได้ที่ สน.พลับพลาไชย 1 ซึ่งจัดเจ้าหน้าที่ไว้รองรับโดยเฉพาะ
ส่วนการสอบสวน ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งจากพยานบุคคล พยานแวดล้อม และข้อมูลจากกองพิสูจน์หลักฐาน รวมถึงประสานกับกรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ส่วนประเด็นสาเหตุเพลิงไหม้ ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งการเกิดจากอุบัติเหตุหรือการจงใจ โดยมอบหมายฝ่ายสืบสวนตรวจสอบไว้หลายแนวทาง และรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่อประกอบสำนวนคดี
สำหรับเรื่องประกันภัยของอาคาร เบื้องต้นได้รับข้อมูลว่ามีการทำประกันไว้ แต่ยังไม่มีเอกสารยืนยัน จึงต้องรอตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานให้ชัดเจนอีกครั้ง




