จากธรรมะสู่ศิลปวัฒนธรรม “หลวงพี่น้ำฝน” เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเรียนโขนฟรี มุ่งสืบสานมรดกศิลป์ไทย พร้อมใช้วัดเป็นพื้นที่สร้างคน ปลูกวินัย สมาธิ และความรับผิดชอบให้เยาวชน

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569 ที่ วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม หลวงพี่น้ำฝน (พระครูปลัดสิทธิวัฒน์)
เปิดเผยว่า“โขน” ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ไม่ได้เป็นเพียงการร่ายรำตามจังหวะดนตรี แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม วรรณคดี ตลอดจนภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษสั่งสมและถ่ายทอดกันมายาวนาน
ด้วยความตั้งใจที่จะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสและเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย “หลวงพี่น้ำฝน” จึงส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนโขนแก่เด็กและเยาวชน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงศิลปะแขนงนี้ได้โดยไม่ให้ฐานะทางครอบครัวเป็นอุปสรรค
แนวคิดสำคัญไม่ได้หยุดอยู่เพียงการฝึกให้เด็ก “รำโขนเป็น” เท่านั้น แต่ต้องการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเยาวชน เพราะการฝึกโขนต้องอาศัยทั้งความอดทน ความมีระเบียบวินัย สมาธิ การเคารพครู และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
จากพื้นที่ของวัดที่หลายคนคุ้นเคยในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชุมชน จึงถูกต่อยอดให้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เปิดประตูต้อนรับเด็กๆ ให้เข้ามาใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ และได้ใกล้ชิดกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
สิ่งสำคัญคือการเรียนฟรีช่วยลดข้อจำกัดของครอบครัวที่ต้องการให้บุตรหลานเรียนศิลปะไทย แต่กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้เด็กที่มีความสนใจและความสามารถมีโอกาสฝึกฝนอย่างจริงจัง และอาจต่อยอดไปสู่การศึกษาและอาชีพทางด้านศิลปวัฒนธรรมในอนาคต

การสอนโขนจึงไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายทอดท่ารำจากครูไปสู่ศิษย์ หากแต่เป็นการส่งต่อ “รากเหง้าความเป็นไทย” จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
ในวันที่โลกของเด็กถูกโอบล้อมด้วยโทรศัพท์มือถือ เกม และสื่อออนไลน์ การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้กลับมารู้จักศิลปะดั้งเดิมของชาติ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างกิจกรรมที่มีคุณค่า พร้อมปลูกฝังให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง
ภารกิจของ “หลวงพี่น้ำฝน” ครั้งนี้จึงสะท้อนบทบาทของวัดที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเผยแผ่หลักธรรม แต่ยังสามารถเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการสร้างโอกาสทางการศึกษา อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน
เพราะหากต้องการให้ “โขน” ยังคงมีลมหายใจต่อไป คนรุ่นใหม่ต้องไม่เพียงรู้จักหรือเคยเห็นเท่านั้น แต่ต้องมีโอกาส เรียน ฝึก และขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดด้วยตัวเอง
และการเปิดประตูให้เด็กได้เรียนรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาจเป็นก้าวเล็กๆ ที่ช่วยรักษาศิลปะอันทรงคุณค่าของแผ่นดินให้เดินทางต่อไปถึงคนรุ่นหลัง




