ตร.ทางหลวง ตาไวเห็นเก๋งวนซ้ำจนผิดสังเกตุ ก่อนรวบ 2 หนุ่มสอบจนมีพิรุธโผล่ ตรวจพบยาบ้า กว่า 40,000 เม็ด ซุกช่องลับ สารภาพเพิ่งมารับงานเป็นครั้งที่2

วันที่ 30 ส.ค. พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. และ ร.ต.อ.ชรัณ ปาณะศรี รอง สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ร่วมกันจับกุม นายสนธยา หรือโต อายุ 47 ปี และนายสิริพงษ์ หรืออั้ม อายุ 27 ปี พร้อมของกลางยาบ้าประมาณ 40,000 เม็ด และรถยนต์เก๋งฮอนด้า ซีวิค สีเทา ทะเบียน กน 4XXX ชุมพร
การจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ร่วมกันเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ขณะมีสารเสพติดให้โทษประเภท 1 อยู่ในร่างกายเหตุเกิดบนถนนเพชรเกษม กม.426+200 ฝั่งขาล่องใต้ ต.เขาไชยราช อ.ปะทิว จ.ชุมพร
ทั้งนี้ ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงออกตรวจพื้นที่ตามปกติ พบรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีเทา มีพฤติกรรมน่าสงสัย เนื่องจากใช้เส้นทางเดิมวนไปวนมาในระยะทางสั้น ๆ เจ้าหน้าที่จึงติดตามสังเกตการณ์ ก่อนตัดสินใจเรียกตรวจ เมื่อรถคันดังกล่าวมาถึงพื้นที่ ต.เขาไชยราช เจ้าหน้าที่เปิดสัญญาณไฟให้หยุดตรวจ พบ นายสนธยา เป็นผู้ขับขี่ และนายสิริพงษ์ นั่งอยู่เบาะผู้โดยสาร ทั้งสองมีอาการกระวนกระวายและพูดจาวกวน เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้นภายในรถอย่างละเอียด
จากการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 6 มัด ซุกซ่อนอยู่บริเวณช่องเก็บของด้านหลังเบาะคนขับ 5 มัด และช่องเก็บของด้านหลังเบาะผู้โดยสารด้านหน้าซ้ายอีก 1 มัด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองพร้อมรถยนต์ไปตรวจสอบโดยละเอียดที่หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงท่าแซะ
ต่อมาเจ้าหน้าที่พบว่าบริเวณคอนโซลด้านหน้ารถมีการดัดแปลงเป็นช่องลับสำหรับซุกซ่อนสิ่งของ และพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง เมื่อนำของกลางทั้งหมดมาตรวจนับ พบยาบ้ารวม 20 มัด ประมาณ 40,000 เม็ด
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสองรับว่า ยาบ้าทั้งหมดเป็นของตนจริง โดยนายสนธยานั้นเป็นผู้ชักชวนนายสิริพงษ์ ซึ่งเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกัน ให้ร่วมเดินทางไปรับยาเสพติดจากพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ก่อนนำกลับมากระจายส่งในพื้นที่ จ.ชุมพร โดยยอมรับว่าเคยร่วมกันลำเลียงยาเสพติดมาแล้ว 1 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2
นอกจากนี้ นายสนธยาให้ข้อมูลว่า ตนเพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำมาได้ไม่นาน ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองยอมรับว่าได้เสพยาเสพติดก่อนถูกจับกุม เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านมาบอำมฤต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป




