นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในเวทีผู้นำฝ่ายค้าน “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่นความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ช่วงวงเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล”
นพ.ชลน่าน ยอมรับว่า มีข้อกังวลว่าตนเองเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย แม้จะไม่มีตำแหน่งบริหารพรรค และเมื่อดูรายละเอียดการจัดงานแล้วจึงตัดสินใจมา ซึ่งไม่ได้เป็นมติพรรค เพียงแต่แจ้งให้พรรคทราบ ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้ปิดกั้นและไม่ได้ห้าม ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกิดผลกระทบกับพรรคแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กำลังพูดคุยเป็นวิกฤตทางการเมือง ความเชื่อมั่นลดลงตามลำดับ สะท้อนว่าบ้านเมืองจะไปต่อได้อย่างไร ถือเป็นตัวชี้วัดที่ดีสำหรับความเชื่อมั่นในระบบการเมือง เชื่อว่าการมาในวันนี้วิกฤตทางการเมืองจะลดลง เพิ่มความเชื่อมั่นในระบบการเมืองมากขึ้น ระบบการเมืองเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ ทุกอำนาจเป็นอิสระต่อกัน แต่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันถึงจะไปรอด ถ้าไม่ทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล การตรวจสอบอำนาจรัฐเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย อาจจะไม่มีระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
“ระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ถูกทำให้อ่อนแอทำให้ไร้ประสิทธิภาพ ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อผลประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่ม ยิ่งไปเติมเต็มวิกฤต ความเชื่อมั่นสุดท้ายถึงวิกฤตศรัทธา และอาจถูกนำไปอ้างเพื่อเปลี่ยนระบบ ฉะนั้น เราจะแก้จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ ต้องไปทั้งระบบ”
นพ.ชลน่าน ยังกล่าวว่า ระบบการตรวจสอบเมื่อการตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรมจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เรามีหน้าที่อะไรต้องทำไปตามนั้น กกต. มีหน้าที่หาเหตุอันควรเชื่อ และหลักฐานอันควรเชื่อ แต่สิ่งที่ปรากฏขณะนี้จะเพียงพอหรือไม่ วิญญูชนพึงคิดได้ ฉะนั้น เพื่อให้ระบบการตรวจสอบสมดุล เกิดความเชื่อมั่น ลดภาวะวิกฤต ก็ให้เป็นไปตามระบบ และดำเนินไปตามกฎหมายที่ควรจะเป็น
“การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบอำนาจ มันเป็นเรื่องที่เป็นวิกฤตทั้ง 3 ระบบ ไม่แปลกที่ทุกคน จะมุ่งตรงไปที่การเข้าสู่อำนาจของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส. สว. องค์กรอิสระ หรือองค์กรตุลาการ แม้เราจะไม่มีหน้าที่โดยตรง แต่ก็อยู่บนเงื่อนไขว่าต้องตรวจสอบถ่วงดุลได้”
นพ.ชลน่าน ยังระบุว่า ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์มีความอัจฉริยะในการนำเสนอ โน้มน้าวชักจูงให้เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ เพราะมิติทางการเมืองความเชื่อคือความจริง ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจริง อย่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายในสภาฯ บอกนี่คือแมว ทั้งที่เป็นหมา แต่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นแมวได้ ในระบบประชาธิปไตยต้องตัดสินด้วยเสียงข้างมาก แต่ยุคนี้ถ้าไม่ช่วยกันแก้ นโยบายผลงานการทำหน้าที่ของสภาฯ จะมีค่าเท่ากับศูนย์ จึงอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมือง ถ้าช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นได้จะเป็นกฎหมายที่ทำให้ระบบการเมืองก้าวหน้าต่อไป
การเข้าสู่อำนาจขณะนี้สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือผู้มอบอำนาจไม่รู้สึกตัวว่าอำนาจที่มอบให้เกิดจากอำนาจที่แท้จริงของเขาหรือไม่ ซึ่งการเข้าสู่ระบบอำนาจต้องมีความชอบธรรมด้วย ถ้าการเข้าสู่อำนาจถูกชี้นำให้เป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อให้เป็นตามที่เขาวางไว้ โอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนก็จะค่อนข้างยาก
“คุณขนกระสุนไปเป็นร้อย กับอีกกลุ่มหนึ่งขนไปแค่ 30 แต่มีกระบวนการจัดการ การบริหารที่ดีเยี่ยม 30 ชนะ การสร้างบริบททางการเมือง สร้างสภาพแวดล้อมไม่ใช่เฉพาะวันเลือกตั้ง เขาปูมาเรื่อย ๆ ไม่ใช้เงินสักบาท เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ร้อยหนึ่งเขาก็เลือก เพราะบริบทการเมืองมันเอื้อมาแล้ว เพราะฉะนั้นการจัดการสำคัญที่สุด บริหารฐานคะแนน อย่างที่ทุกคนเห็นทำไมเขาถึงสร้างกลุ่มตัวแทนเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นเพราะความชาญฉลาด ผมยอมรับนับถือความชาญฉลาดนี้ ถ้าเป็นโจรเรียกว่าโจรสมองเพชรน่ากลัวมาก สมองเพชรถ้าใช้ประโยชน์ในทางที่ดีกับประเทศชาติบ้านเมืองมันจะเจริญรุ่งเรืองมาก บ้านเมืองก็จะอยู่อย่างมีความสุข”
ด้านนายอภิสิทธิ์ ขอใช้สิทธิ์พาดพิง พร้อมกล่าวว่า คนเข้าใจผิดว่าพรรคประชาธิปัตย์พูดแมวเป็นหมา พูดหมาเป็นแมว ซึ่งเครื่องมือที่ใช้สื่อสารอยู่ในมือรัฐบาล ง่ายที่สุดคือฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่าแมวเป็นหมา หน้าที่เราคือการใช้ความสามารถให้ถึงที่สุดในเวทีสภาให้คนเห็นจริง ๆ แล้วมันคือแมว
“คุณหมอคงไม่ลืมว่า สัจจัง เว อมตา วาจา เราต้องอยู่บนความจริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว




