‘บวรศักดิ์’ ซัดรัฐบาลอนุทิน 1 ฝันเข้า OECD แต่เมินแก้ทุจริต ชี้ ครม.รักษาการนวัตกรรมง่อย บอกเลือก สว. เป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยเห็นในโลก เสนออภิวัฒน์กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ ฟื้นระบบถอดถอน โยนส่วนราชการจัดเลือกตั้ง ลดบทบาท กกต. เหลือแค่ออกกฎเกณฑ์-จับคนผิด

วันนี้ (28 ส.ค. 69) เวลา 09.00 น. คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการสัมมนาเรื่อง “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร ในการเสวนาหัวข้อ “ถอดรหัสวิกฤติศรัทธาองค์กรอิสระ: ผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยและอนาคตประเทศไทย แนวทางการปฏิรูปและฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระในสถานการณ์ปัจจุบัน” ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประเทศไทยก็แปลก ต้องการที่จะเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเรื่องทุจริตถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด แต่ในสมัยที่ตัวเองอยู่ในรัฐบาลอนุทิน 1 มีกรณีตำรวจที่ออกมาแฉ รัฐบาลกลับเงียบ นอกจากนี้ในขณะที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ยกร่างระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยคณะกรรมการอิสระเพื่อการตรวจสอบ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้น แสดงว่าประเทศไทยไม่จริงจังกับเรื่องพวกนี้ คนที่มีอำนาจไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เร่งด่วน
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2521 การเลือกตั้งครั้งนั้นพบว่ามีการซื้อเสียงกันหนักมาก เมื่อซื้อมาก็ต้องถอนทุน โดยรัฐบาลไทยถ้ามาจากการเลือกตั้งมีอายุเฉลี่ยเพียงปีกว่า ๆ ต้องรีบโกย ปัญหาใหญ่แก้ไม่ได้ เมื่อดูสภาพปัจจุบันพบว่า การเลือกตั้งจัดโดยกระทรวงมหาดไทย คนถึงอยากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาก เพราะไปชี้ให้ผู้ว่าฯ นายอำเภอ เข้าข้างตนเองได้แล้วก็ซื้อเสียงกัน
ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการเลือก สว. เป็นนวัตกรรมที่ตนเองไม่เคยเห็นในโลก เลือกกันเองระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดการได้มาซึ่งรัฐบาลใหม่ช้ามาก เขียนรัฐธรรมนูญเหมือนปี 2475 เขียนเหมือนยังไม่มีทีวี ไม่มีวิทยุ หมายความว่าเราจะมี ครม. เป็นง่อยรักษาการก่อนรัฐบาลใหม่นาน 5 เดือน หากเมืองไทยยังเป็นอย่างนี้อยู่ ไม่แยแสว่าโลกเปลี่ยนไปขนาดไหน อย่าไปคิดจะแข่งขันอะไรกับใคร
สำหรับ กกต. ชุดที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ได้ตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนเรื่องฮั้ว สว. และมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อีกชุดหนึ่ง ซึ่งผลการพิจารณาระบุว่าไม่มีความผิดทั้งหมด สะท้อนว่าไม่ดูบทเรียนในอดีต และกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนเองไม่ชอบคำว่าปฏิรูป เพราะแปลว่า “ของปลอมก็ได้” ตนเองชอบคำว่าอภิวัฒน์ คือพัฒนาไปในทางที่ดี
- อภิวัฒน์การได้มาซึ่ง ครม. ชุดใหม่: ถ้าตนเองเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้ เมื่อยุบสภาจะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 30 วัน เพราะหากมีเวลามากก็จะทำให้ซื้อเสียงกันได้
- อภิวัฒน์การสรรหาการเลือกองค์กรอิสระ: กรรมการสรรหาต้องมาจากศาลฎีกา 2 คน, ศาลปกครองสูงสุด 2 คน, พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล 1 คน, ครม. 1 คน, พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน 2 คน โดยให้ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ แบ่งเป็น สส. ฝ่ายรัฐบาล, สส. ฝ่ายค้าน และ สว. ใครได้ 2 ใน 3 ของเสียงทั้งหมดถือว่าเป็นผู้ชนะ
- อภิวัฒน์โดยการนำระบบถอดถอนกลับมา: หากเราไม่มีวุฒิสภาที่ดี หากเป็นระดับนายกฯ หรือรัฐมนตรี ประชาชนต้องลงชื่อทั้งประเทศ หากเป็น สส. หรือ สว. อาจจะจำกัดเฉพาะภาคหรือจังหวัดที่มา
ปีนี้ กกต. มีพนักงาน 2,196 คน แบ่งเป็นส่วนกลาง 700 กว่าคน ส่วนภูมิภาคอีก 1,300 คน ไม่รวมกรรมการเลือกตั้งประจำหน่วยอีกหมื่นคน งบเลือกตั้ง 3,000 กว่าล้านบาท งบจัดเลือกตั้ง 7,800 กว่าล้านบาท โดยเสนอให้ส่วนราชการตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเลือกตั้งแทน โดยให้ กกต. ทำหน้าที่เพียงออกกฎเกณฑ์และจับคนผิดเท่านั้น
การเมืองวันนี้เราบังคับให้ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เราไม่ยอมรับกลุ่มการเมือง จึงเสนอปรับให้มีกลุ่มการเมืองที่ไม่ต้องมีสมาชิกถึง 5,000 คน หรือไม่ต้องมีสาขาตามจำนวนที่กำหนดได้ โดยสามารถเสนอบัญชีรายชื่อได้ จะถือเป็นทางออกของบ้านเมือง
“ก่อนจะเขียนรัฐธรรมนูญความรู้ต้องมา กรุณาศึกษา กกต. และกลุ่มการเมืองเปรียบเทียบ เพื่อดูว่าอะไรดีที่สุด” ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ กล่าว




