กรมหม่อนไหม แนะป้องกัน กำจัดโรคแบคทีเรียในหนอนไหมใช้สารสกัดจากมะนาว–มะกรูด-ยาปฏิชีวนะ เพิ่มอัตราการรอด

11


กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม แนะแนวทางป้องกันและกำจัดโรคแบคทีเรียในหนอนไหม ที่เกษตรกรสามารถทำได้เอง ด้วย 2 วิธีหลัก คือ การใช้สารสกัดจากมะนาวและมะกรูด และการใช้ยาปฏิชีวนะฉีดพ่นบนใบหม่อน ควบคู่กับการจัดการโรงเลี้ยงที่ถูกต้อง เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มอัตราการรอดของหนอนไหม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักเกิดการระบาดของโรค

นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า โรคแบคทีเรียถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเลี้ยงไหมเพราะเมื่อเกิดการระบาดสามารถทำให้หนอนไหมตายได้ทั้งโรงเรือนจนไม่ได้ผลผลิต โดยพบมากในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นเอื้อต่อการเกิดโรค หนอนไหมที่ติดเชื้อมักแสดงอาการข้อปล้องบวม สำรอกน้ำย่อย มูลเหลว และซากมีกลิ่นเหม็น ทั้งนี้ จากการสำรวจแหล่งเลี้ยงไหมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 12 จังหวัด พบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคไหม 3 ชนิด ได้แก่ Bacillus thuringiensis, Serratia marcescens และ Staphylococcus aureus

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมหม่อนไหมได้แนะนำวิธีป้องกันและกำจัดโรคที่ปฏิบัติได้ง่าย 2 แนวทาง แนวทางแรกคือการใช้สารสกัดจากพืช โดยนำมะนาวและมะกรูดมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปสกัด ซึ่งต้องใช้ในรูปแบบเข้มข้นโดยห้ามเติมน้ำผสม สำหรับอัตราการใช้ให้ปรับตามวัยของหนอนไหม คือ วัย 3 ใช้ 50 – 80 มิลลิลิตร วัย 4 ใช้ 80 – 100 มิลลิลิตร และวัย 5 ใช้ 80 – 100 มิลลิลิตร โดยฉีดพ่นลงบนใบหม่อนในมื้อเช้าเป็นประจำทุกวัน

ส่วนแนวทางที่สองคือ การใช้ยาปฏิชีวนะผสมน้ำฉีดพ่นบนใบหม่อน ผลการวิจัยพบว่ายาปฏิชีวนะ Enrofloxacin, Erythromycin และ Tetracycline ช่วยให้หนอนไหมมีอัตราการรอดและได้ดักแด้ที่สมบูรณ์สูงที่สุด ยาปฏิชีวนะที่ได้ผลดีและหาซื้อได้ง่ายในท้องตลาด คือ Erythromycin ซึ่งจะเป็นชนิดผงใช้ในอัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 5 ลิตร และ Enrofloxacin ซึ่งจะเป็นชนิดน้ำใช้อัตรา 2.5 กรัมหรือครึ่งฝา ต่อน้ำ 5 ลิตร ทั้งนี้ ไม่พบสารตกค้างในดักแด้ไหม โดยการใช้ทั้งสองวิธีควรทำร่วมกับการดูแลจัดการโรงเลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะ จึงจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดของหนอนไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมหม่อนไหม มุ่งศึกษาวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันและกำจัดโรคหนอนไหมให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการเลี้ยงไหม ช่วยลดความสูญเสียจากการระบาดของโรค เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตรังไหม เป็นการสร้างความมั่นคงในอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน