ลงทะเบียนด่วน! “หมออลงกต” แนะคนไทยรีบใช้สิทธิ์ AI Pro ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุล้าน

18
อลงกต มณีกาศ

รัฐสภา, 20 สิงหาคม 69 – นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) กล่าว ขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มอบสิทธิ์ใช้งาน AI Pro ให้คนไทยได้ใช้งานฟรีเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ โดยขณะนี้มียอดลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้วกว่า 1,000,000 ราย

นพ.อลงกต กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงแค่การแจกสิทธิ์ใช้งานฟรี แต่คือหัวใจสำคัญในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่ม Productivity และขับเคลื่อนไปสู่ National AI รวมถึงส่งต่อไปยัง “AI ชุมชน” ทุกหมู่บ้าน โดยให้มีการวางกรอบตัวชี้วัด (KPI) 5 มิติ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ดังนี้คือ 1. Saving การประหยัดเงินของประชาชน หากคำนวณมูลค่าบริการเฉลี่ย 600 บาท/เดือน สำหรับสิทธิ์ 5 ล้านราย เป็นเวลา 12 เดือน จะมีมูลค่าสูงถึง 36,000 ล้านบาท โดยต้องวัดผลจากผู้ใช้งานจริงและผู้ที่ลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้จริง

2. Usage อัตราการใช้งานจริง ไม่เน้นแค่ยอดลงทะเบียน แต่ต้องติดตาม Active Users รายเดือน จำนวนครั้ง ชั่วโมงการใช้งาน สัดส่วนผู้ใช้ และอัตราการใช้งานต่อเนื่อง 3-6-12 เดือน 3. Productivity ต้องทำงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด เป็นการวัดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม เช่น เปอร์เซ็นต์การลดเวลาทำเอกสาร ต้นทุนธุรกิจที่ลดลง เวลาที่ครูหรือนักเรียนประหยัดได้ การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้กี่ราย และการเพิ่มยอดขายของ SME

4. National AI สร้างศักยภาพให้ประเทศ แปลงข้อมูลการใช้งานแบบปกปิดตัวตนไปพัฒนา ThaiLLM โดยวัดผลจาก Dataset ภาษาไทยที่เพิ่มขึ้น Use Case โมเดลภาษาไทย และนักพัฒนาที่เข้ามาเติมเต็ม Ecosystem และ 5. Sovereignty ประมวลผลในประเทศมากขึ้นแค่ไหน โดยการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน AI ในประเทศผ่านห่วงโซ่คุณค่า Thai Cloud → Thai Compute → Thai Data → Thai Model → Thai Application → Thai Economic Value เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลและมูลค่าทางเศรษฐกิจรั่วไหลออกนอกประเทศ

ประธาน กมธ.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงการต่อยอดสู่ “AI ชุมชน” (Community AI) เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.การเกษตรแม่นยำ มีการวิเคราะห์สภาพดิน พยากรณ์อากาศ และตรวจจับโรคพืชให้เกษตรกรรายย่อย  2.การจัดการสิ่งแวดล้อม ติดตามปริมาณขยะ ตรวจวัดคุณภาพอากาศ และเฝ้าระวังภัยพิบัติในพื้นที่ 3.สาธารณสุขชุมชน คัดกรองโรคเบื้องต้นและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุหหรือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล 4.เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่งเสริมสินค้า OTOP วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และวางแผนการท่องเที่ยวชุมชน และ 5.การอนุรักษ์วัฒนธรรม บันทึกและรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาษาถิ่นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

“เป้าหมายสำคัญ คือการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี หรือ Digital Divide และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง และอยากให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนรับสิทธิ์และสามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.นี้เป็นต้นไป” นพ.อลงกต กล่าว