“คลังข้อมูลรวมศูนย์” อาวุธใหม่ในสงครามสแกมเมอร์

23

รายงานพิเศษ โดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อ พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา เสียงตอบรับส่วนใหญ่ในสังคมมักหยุดอยู่แค่ตัวเลขที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำมาแถลง นั่นคือ ความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่ลดลงกว่าร้อยละ 70 ภายในเวลาเพียง 4 เดือน จากระดับ 2,111 ล้านบาทในเดือนมีนาคม เหลือเพียง 530 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน ตัวเลขเช่นนี้ย่อมสะดุดตาและสร้างความรู้สึกโล่งใจให้กับประชาชนผู้เคยหวาดผวากับข่าวการหลอกลวงที่ถาโถมเข้ามาแทบทุกวัน

หากจะทำความเข้าใจว่าเหตุใด พ.ร.ฎ.ฉบับนี้จึงส่งผลได้มากถึงเพียงนี้ จำเป็นต้องมองข้ามตัวเลขไปสู่กลไกเบื้องหลังที่แท้จริง เพราะสิ่งที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ทำนั้นลึกซึ้งกว่าการ “เพิ่มอำนาจ” ให้รัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการรื้อวิธีคิดพื้นฐานที่ระบบราชการไทยยึดถือมาอย่างยาวนาน นั่นคือ วัฒนธรรมการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน หรือที่เรียกกันในวงการเทคโนโลยีว่า Data Silo

ก่อนหน้าที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้จะถือกำเนิดขึ้น หน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งต่างทำหน้าที่ของตนไปตามภารกิจเฉพาะทางโดยแทบไม่ผูกโยงข้อมูลถึงกัน กรมสรรพากรรู้เพียงเรื่องภาษี ธนาคารแห่งประเทศไทยรู้เพียงความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทางการเงิน ในขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารู้เพียงว่านิติบุคคลใดจดทะเบียนขึ้นเมื่อใด ไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มองเห็นภาพรวมทั้งหมดพร้อมกันในเวลาเดียว ช่องว่างระหว่างการมองเห็นที่กระจัดกระจายนี้เองที่ขบวนการมิจฉาชีพอาศัยเป็นเกราะกำบัง พวกเขาจดทะเบียนบริษัทบังหน้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการหลอกลงทุน เปิดบัญชีม้าในนามนิติบุคคลเพื่อรับโอนเงินจากเหยื่อ แล้วเคลื่อนย้ายเงินก้อนนั้นข้ามหลายบัญชีในเวลาอันรวดเร็ว กว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะทำหนังสือร้องขอข้อมูลจากอีกหน่วยงานหนึ่งได้สำเร็จ ซึ่งในอดีตอาจกินเวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ถึงเวลานั้น เงินก็เดินทางออกไปไกลเกินกว่าจะติดตามคืนได้แล้ว

สิ่งที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ทำ จึงไม่ใช่การมอบข้อมูลใหม่ให้หน่วยงานปราบปราม หากแต่เป็นการเร่งความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้เกิดขึ้นได้ทันเวลา และในสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์ที่เงินเคลื่อนที่เร็วกว่ากระบวนการราชการเสมอ ความเร็วนี้เองคือปัจจัยชี้ขาดระหว่างการอายัดเงินได้ทันกับการปล่อยให้เงินสูญหายไปตลอดกาล

คลังข้อมูลรวมศูนย์

ผลพวงของการปรับความเร็วนี้ ปรากฏชัดที่สุดในกลไกการทำงานของ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้แต่แรกเริ่มว่าจะต้องระงับบัญชีต้องสงสัยให้ผู้เสียหายได้ภายในหนึ่งชั่วโมงนับจากรับแจ้งเหตุ ทว่าเป้าหมายด้านเวลาเพียงอย่างเดียวไม่เคยเป็นหลักประกันของความแม่นยำ หากข้อมูลยืนยันตัวตนเจ้าของบัญชีในมือเจ้าหน้าที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอภายในกรอบเวลาอันจำกัดนั้น ความเสี่ยงที่จะระงับ-อายัดผิดบัญชี หรือปล่อยให้บัญชีจริงของมิจฉาชีพหลุดรอดไปก็ยังคงมีอยู่สูง

สิ่งที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลศุลกากร กรมสรรพากร และทะเบียนนิติบุคคลเข้ามาเสริม จึงมิใช่การขยายกรอบเวลาให้ยาวขึ้น หากแต่เป็นการเพิ่มพูนคุณภาพของข้อมูลตั้งต้นที่เจ้าหน้าที่มีอยู่ในมือ ทำให้ภายในกรอบเวลาหนึ่งชั่วโมงเดิมนั้นเอง เกิดการระงับ-อายัดบัญชีที่มีน้ำหนักและความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวโดยสรุปแล้ว พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ไม่ได้เปลี่ยนกรอบเวลาการทำงานของ AOC 1441 แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานภายในกรอบเวลาเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หากมองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง จุดแข็งที่สำคัญไม่แพ้กันของ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้คือ การขยายเป้าหมายของการปราบปรามจาก “ปลายน้ำ” ไปสู่ “ต้นน้ำ” ของขบวนการมิจฉาชีพ มาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่บัญชีม้าซึ่งเป็นเพียงปลายทางสุดท้ายที่รับโอนเงินจากเหยื่อ การตัดวงจรบัญชีม้าแม้จะได้ผลในระยะสั้น แต่มิจฉาชีพก็สามารถเปิดบัญชีใหม่ทดแทนบัญชีที่ถูกอายัดได้อยู่เสมอ สิ่งที่การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานเปิดทางให้ทำได้ในครั้งนี้คือการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงรากของปัญหา นั่นคือนิติบุคคลปลอมที่ถูกจดทะเบียนขึ้นเพื่อบังหน้าการหลอกลงทุนหรือธุรกิจปลอมต่าง ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกอบเข้ากับพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติซึ่ง ธปท.จับตาอยู่ เมื่อสองชุดข้อมูลนี้ถูกนำมาซ้อนทับกัน ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงบัญชีปลายทางบัญชีเดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นภาพรวมของทั้งเครือข่ายอาชญากรรม การตัดวงจรที่ต้นทางเช่นนี้ย่อมมีผลยับยั้งได้ยาวนานและลึกซึ้งกว่าการไล่ปิดบัญชีม้าทีละบัญชีอย่างไม่มีวันจบสิ้น

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ที่มักถูกมองข้ามไปในหมู่ผู้ที่พูดถึงเพียงมิติของประสิทธิภาพ คือการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนไว้อย่างรอบคอบ กฎหมายฉบับนี้ออกแบบมาให้การเปิดเผยข้อมูลเกิดขึ้นได้เฉพาะระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองเท่านั้น มิได้เปิดช่องให้ภาคเอกชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้โดยตรงแต่อย่างใด และหน่วยงานที่ร้องขอข้อมูลไปนั้นยังมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้อย่างเคร่งครัด ห้ามมิให้เปิดเผยต่อไปยังบุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐด้วยกันหรือไม่ก็ตาม

การรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเช่นนี้ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกำหนดขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับสากลด้วย โครงสร้างเช่นนี้สำคัญยิ่งในเชิงความยั่งยืนของนโยบายสาธารณะ เพราะบทเรียนจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่ามาตรการปราบปรามอาชญากรรมใดก็ตามที่ละเลยสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนมักเผชิญแรงต้านทานทางสังคมและถูกท้าทายทางกฎหมายในภายหลัง จนบางครั้งต้องถูกยกเลิกหรือลดทอนอำนาจลงไปในที่สุด การวางกรอบเปิดเผยข้อมูลแบบรัฐต่อรัฐเท่านั้น พร้อมพันธะผูกพันให้ต้องรักษาความลับอย่างเข้มงวด จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้กฎหมายฉบับนี้มีโอกาสถูกบังคับใช้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากความกังวลเรื่องการสอดส่องประชาชนเกินขอบเขตความจำเป็น

เมื่อประกอบทุกจุดแข็งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่วัดผลได้จริงจากตัวเลขความเสียหายที่ลดลงต่อเนื่อง การปิดช่องโหว่ของวัฒนธรรมการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วนที่เคยเป็นเกราะกำบังให้มิจฉาชีพ การยกระดับคุณภาพการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ภายในกรอบเวลาอันจำกัด การขยายเป้าหมายจากปลายน้ำไปสู่ต้นน้ำของขบวนการมิจฉาชีพ ตลอดจนการรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับสิทธิส่วนบุคคลไว้อย่างรอบคอบ

จะเห็นได้ว่า พ.ร.ฎ.ฉบับนี้มิได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมให้ศูนย์ AOC 1441 ทำงานได้เร็วขึ้นเพียงผิวเผินเท่านั้น หากแต่เป็นการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างที่ต้นตอแท้จริงของปัญหา นั่นคือวิธีคิดพื้นฐานของระบบราชการไทยที่เคยทำงานแบบแยกส่วนต่างคนต่างเก็บข้อมูลมาอย่างยาวนาน จุดแข็งที่แท้จริงของกฎหมายฉบับนี้จึงมิใช่ตัวเลขมูลค่าความเสียหายที่ลดลงเท่านั้น หากแต่คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดพื้นฐานให้หน่วยงานรัฐบูรณาการทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และหากประเทศไทยสามารถรักษาแนวโน้มเชิงบวกนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ก็มีโอกาสสูงที่จะได้เห็นผลลัพธ์ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่ยั่งยืนกว่ามาตรการเฉพาะหน้าที่เคยถูกนำมาใช้ในอดีตที่ผ่านมา