หนี้สหรัฐฯ จ่อ 40 ล้านล้านดอลลาร์ “ความเสี่ยงการคลัง” ที่เริ่มสะท้อนในราคาทองคำ

15

การขาดดุลงบประมาณและระดับหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องจับตา หลังยอดขาดดุลงบประมาณเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 4.32 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดขาดดุลสะสมในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 แตะ 1.799 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อรัฐบาลต้องออกพันธบัตรจำนวนมากขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรหรือ Bond Yield มักมีแรงกดดันให้ขยับขึ้นตามกลไกตลาด เพราะนักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือหนี้ระยะยาว อย่างไรก็ตาม งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ว่าผลของหนี้ต่อ Bond Yield ไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป เนื่องจากพันธบัตรสหรัฐฯ ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีความต้องการสูงจากทั่วโลก ทำให้แม้หนี้เพิ่ม ผลต่อดอกเบี้ยอาจไม่รุนแรงเท่าที่คาด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว


หนี้เพิ่ม พันธบัตรเพิ่ม Bond Yield จึงเป็นตัวแปรสำคัญ
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ การออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลย่อมเพิ่มขึ้นตาม หากอุปทานพันธบัตรเข้าสู่ตลาดมากขึ้น นักลงทุนอาจเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง

จากการถือครองตราสารหนี้ระยะยาว โดยกลไกดังกล่าวสามารถอธิบายได้ผ่านวงจร ขาดดุลสูง → ออกพันธบัตรเพิ่ม → Bond Yield มีแรงกดดันขาขึ้น → ภาระดอกเบี้ยเพิ่ม → ความต้องการระดมทุนในอนาคตสูงขึ้น
ผลต่อราคาทองคำจึงเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงนี้ ในระยะสั้น Bond Yield และ Real Yield ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นแรงกดดันต่อทองคำ เพราะทองไม่มีดอกเบี้ยและมีต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง แต่ในระยะกลางถึงยาว ภาพเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อความกังวลของตลาดขยับจากคำถามว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเมื่อไร ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะบริหารหนี้และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างไร

ทองคำจึงเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยง เพราะทองไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต ไม่ใช่หนี้ของรัฐบาลหรือบริษัทใด และไม่ขึ้นกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร แม้ราคาทองจะมีความผันผวน แต่ในเชิงโครงสร้าง ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านการคลังและเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะเมื่อระดับหนี้ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น

ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส มองว่า อีกปัจจัยที่ตลาดทองคำต้องจับตาคือผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความต้องการถือครองพันธบัตรจากนักลงทุนต่างประเทศ หากความต้องการลดลงหรือมีการเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับพันธบัตรระยะยาว ส่วนชดเชยความเสี่ยงหรือ Term Premium จะเพิ่มขึ้น ซึ่งมักเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มกังวลต่อเสถียรภาพการคลังมากขึ้น และเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว

ดังนั้น ทิศทางราคาทองคำในช่วงต่อไปจึงขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือ ระดับ Bond Yield ในระยะสั้น และความเชื่อมั่นต่อความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะยาว หาก Bond Yield ยังสูง ราคาทองคำอาจผันผวนเป็นระยะ แต่หากตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความสามารถในการบริหารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ทองคำก็มีแนวโน้มถูกนำกลับมาพิจารณามากขึ้นในฐานะสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนระยะยาว


สรุปได้ว่า คำถามสำคัญสำหรับตลาดทองคำในระยะข้างหน้าอาจไม่ได้มีเพียงว่า “เฟดจะลดดอกเบี้ยเมื่อไร” แต่กำลังขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “นักลงทุนทั่วโลกยังพร้อมถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงในปัจจุบันมากเพียงใด”


ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความมั่นคงอาจไม่ได้เกิดจากการเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่อาจเกิดจากการสร้างพอร์ตการลงทุนที่สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก แม้โลกการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือมากกว่าที่เคย “ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส” ยังคงยึดมั่นในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส และตั้งใจ “สร้างความเข้าใจ” มุ่งสร้างองค์ความรู้และส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนอย่างมีคุณภาพ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 112 2222 กด 6 หรือ Line: @hgfsocial

บทความโดย คุณ วราวุธ เบญจาพุทธารักษ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัดนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าผู้จัดการ ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ และพ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า บจ. ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์สผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1ผู้วางแผนการลงทุน

  • หมายเหตุ: คำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดทำบทวิเคราะห์
    คำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Disclosure)

การใช้งานและวัตถุประสงค์:
บทวิเคราะห์ฉบับนี้มีการใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อช่วยในการรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์สรุปภาวะตลาด และเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการนำเสนอข้อมูลแก่ผู้ลงทุน

กระบวนการตรวจสอบและมาตรฐานวิชาชีพ:
ข้อมูลและเนื้อหาที่ผลิตโดยระบบ AI ทั้งหมด ได้ผ่านการตรวจสอบ สอบทาน และยืนยันความถูกต้องโดย นักวิเคราะห์ที่ได้รับอนุญาต (Human-in-the-Loop) บริษัทและนักวิเคราะห์ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบต่อเนื้อหาและความสมเหตุสมผลของบทวิเคราะห์ตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดโดยสำนักงาน ก.ล.ต.

ข้อจำกัดและความเสี่ยง:
เทคโนโลยี AI อาจมีข้อจำกัดด้านความครบถ้วนสมบูรณ์หรือความทันสมัยของข้อมูลในบางสถานการณ์ ผู้ลงทุนควรใช้ข้อมูลในบทวิเคราะห์นี้เป็นส่วนหนึ่งประกอบการตัดสินใจลงทุนควบคู่กับปัจจัยอื่น ๆ อย่างรอบคอบ

ช่องทางการติดต่อและตรวจสอบย้อนหลัง:
บริษัทได้จัดให้มีระบบบันทึกข้อมูลย้อนหลัง (Traceability) เพื่อการตรวจสอบความโปร่งใส หากท่านพบข้อสงสัยหรือความผิดพลาดประการใด โปรดติดต่อ:

  • หน่วยงาน: Marketing & Business Development
  • เบอร์โทรศัพท์: 02 112 2222 ต่อ 1236
  • อีเมล: somrudee.m@hshfutures.com