หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมเพื่อนบ้านร้องสายไหมต้องรอด ถูกครอบครัวป่วนหนัก 10 ปี

เพื่อนบ้านร้องสายไหมต้องรอด ถูกครอบครัวป่วนหนัก 10 ปี

ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กรุงเทพฯ วันนี้มีกลุ่มลูกบ้านจากคอนโดย่านเอกชัย บางบอน เดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรม หลังอ้างว่าถูกครอบครัวเพื่อนบ้านสร้างความเดือดร้อนต่อเนื่องมานานประมาณ 10 ปี

ตัวแทนลูกบ้าน เล่าว่า พฤติกรรมที่พบมีทั้งส่งเสียงดังในยามวิกาล เบิ้ลเครื่องรถจักรยานยนต์ ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ลักทรัพย์ ทำลายทรัพย์สินส่วนกลาง ตัดสายเบรกและสายน้ำมันรถ รวมถึงนำมีดออกมาแกว่งข่มขู่คนในอาคาร โดยบางครั้งมีการอ้างว่ารู้จักตำรวจ ทำให้ลูกบ้านไม่กล้าเข้าไปยุ่งหรือทวงถามถึงพฤติกรรมต่างๆ

หนึ่งในผู้เสียหาย เล่าว่า เคยถูกครอบครัวดังกล่าวทำร้ายร่างกาย หลังเกิดเหตุรถยนต์ถอยมาชนรถของคู่กรณี ก่อนมีปากเสียงและถูกทำร้าย

แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ลูกบ้านหวาดกลัวอย่างหนัก คือกรณีหญิงในครอบครัวดังกล่าว จุดไฟเผาห้องพักภายในคอนโด หลังเข้าใจว่าสามีมีหญิงอื่นมาอยู่ในห้องดังกล่าว โดยห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องของลูกบ้านรายอื่น และถูกอ้างว่าผู้ก่อเหตุเคยนำสิ่งของที่ขโมยมาสะสมไว้

ลูกบ้าน เล่าว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้พักอาศัยจำนวนมากต้องเร่งอพยพ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ บางรายต้องช่วยกันนำผู้ป่วยที่ใช้รถเข็นลงจากอาคาร เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้

หลังเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุยังถูกกล่าวหาว่านำมีดออกมาแกว่งและข่มขู่คนในอาคาร ทำให้ลูกบ้านหลายคนไม่กล้านอนหลับ และรู้สึกว่าชีวิตและทรัพย์สินไม่ปลอดภัย

กลุ่มผู้เสียหายยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการแจ้งความหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงปี 2559 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่หลายคดียังไม่มีความคืบหน้าตามที่ลูกบ้านคาดหวัง

สำหรับเหตุเผาห้อง ล่าสุดหญิงผู้ถูกกล่าวหาถูกตำรวจ สน.บางขุนเทียน ดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีรายงานว่าเจ้าตัวเดินทางเข้ามอบตัวในข้อหาเสพยาเสพติด ขณะที่ลูกบ้านต้องการให้ตำรวจดำเนินคดีในส่วนของเหตุเพลิงไหม้และพฤติกรรมอื่นๆ ที่มีหลักฐานอย่างจริงจัง

ด้านนิติบุคคลอาคารชุด ระบุว่า คอนโดมิเนียมแห่งนี้มีทั้งหมด 3 อาคาร อาคารละ 123 ห้อง รวม 369 ห้อง และปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงลูกบ้านในอาคารเดียว แต่ยังสร้างความกังวลให้กับผู้พักอาศัยในอาคารอื่นด้วย

นิติบุคคล ยอมรับว่า ที่ผ่านมาพยายามพูดคุยและประสานตำรวจเพื่อระงับเหตุ แต่ไม่สามารถดำเนินการขับบุคคลดังกล่าวออกจากห้องพักได้ เนื่องจากห้องเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของห้อง ซึ่งเป็นมารดาของผู้ก่อเหตุ และยังมีการชำระค่าส่วนกลางตามปกติ

ลูกบ้านจึงรวมตัวกันมาร้องขอความช่วยเหลือ พร้อมฝากถึงตำรวจให้เร่งตรวจสอบคดีที่เคยแจ้งความไว้ทั้งหมด และเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย เนื่องจากเกรงว่าหากผู้ก่อเหตุพ้นจากการควบคุมตัวและกลับเข้ามาในคอนโดอีก อาจเกิดเหตุรุนแรงซ้ำ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่า ไม่ต้องการอยู่กับความหวาดกลัวไปอีกนานกว่านี้ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img