“ไทกร” เปิดปมที่ดินวัดป่าอดุลยาราม 20 ไร่ ยัน “ตาเฮียง” ยกให้วัดตั้งแต่ปี 33 ชี้ไม่ควรมีใครเอาคืน

10

ไทกร พลสุวรรณ” นักวิชาการอิสระ เปิดปมที่ดินวัดป่าอดุลยาราม 20 กว่าไร่ เผยเป็นคนในพื้นที่ บ้านอยู่ใกล้วัด ยืนยันตาเฮียงมอบที่ดินให้วัดแล้ว ตั้งแต่ปี 2533 มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ จึงไม่ควรมีใครมาเอาที่ดินของวัด

วันนี้ (13 ส.ค.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายไทกร พลสุวรรณ นักวิชาการอิสระ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดป่าอดุลยาราม อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี โดยระบุว่า การออกมาให้ข้อมูลครั้งนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นในฐานะคนในพื้นที่จ.ขอนแก่น เนื่องจากบ้านพักอยู่ใกล้กับวัด และตนเกิดเติบโต และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองขอนแก่นและบ้านอยู่ห่างจากวัดเพียง 30 กิโลเมตร

สำหรับประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับที่ดินกว่า 20 ไร่ หรือประมาณ 21 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีการประเมินว่าที่ดินมีมูลค่าสูงถึงระดับหลักพันล้านบาท จากการขยายตัวของชุมชนและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่โดยรอบ ขณะที่ข้อพิพาททางกฎหมายเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายทายาทเจ้าของที่ดินเดิมกับวัดป่าอดุลยาราม และคดีดังกล่าวศาลฎีกาตัดสินแล้ว

ตนอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2512 และเติบโตมากับชุมชนดังกล่าว จึงรับรู้ประวัติความเป็นมาของพื้นที่มาโดยตลอด โดยจากสิ่งที่ตนพบเห็น พื้นที่แห่งนี้เริ่มต้นจากการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ทางศาสนา ก่อนพัฒนาจากป่าช้าเป็นที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และยกฐานะขึ้นเป็นวัดในเวลาต่อมา

โดยช่วงประมาณปี 2513-2515 ตนเคยไปดูโทรทัศน์ที่บ้าน “ตาเฮียง” เนื่องจากบ้านดังกล่าวมีโทรทัศน์เครื่องแรก ๆ ในละแวกนั้น โดยต้องจ่ายเงินให้ภรรยาของตาเฮียงเพื่อเข้าไปดูรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการไอ้มดแดงในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ พร้อมระบุว่า จากการที่ตนเกิดและเติบโตในพื้นที่ ไม่เคยรู้จัก “ป้าดา” ว่าเป็นญาติฝ่ายใดของตาเฮียง

ส่วนประวัติของวัด คนในชุมชนรับรู้มาโดยตลอดว่าที่ดินดังกล่าวถูกใช้ประโยชน์เพื่อกิจการทางศาสนา ก่อนจะมีขั้นตอนทางราชการในการยกฐานะเป็นวัดอย่างเป็นทางการ โดยในอดีตพื้นที่ดังกล่าวยังเคยใช้เป็นสถานที่ฝังศพเด็กนักเรียนที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ซึ่งชาวบ้านและผู้ใหญ่ในชุมชนได้ร่วมกันประกอบพิธีตามประเพณี

แม้ฝ่ายทายาทอาจตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาที่มีการมอบที่ดิน พื้นที่ยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนทางราชการในการยกฐานะเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ แต่จากข้อเท็จจริงที่ตนรับรู้ พื้นที่ดังกล่าวมีการก่อสร้างและใช้ประโยชน์เพื่อกิจการสงฆ์มาเป็นเวลานานแล้ว เพียงแต่กระบวนการทางราชการในการเปลี่ยนสถานะจากที่พักสงฆ์ เป็นสำนักสงฆ์ และเป็นวัด ต้องใช้ระยะเวลา

สำหรับขั้นตอนการดำเนินการยกฐานะเป็นวัดว่า บิดาของตนซึ่งเคยเป็นคณะกรรมการวัด พร้อมด้วยคณะกรรมการคนอื่น ๆ ได้เดินทางไปขอความเมตตาจากเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นที่วัดศรีจันทร์ ก่อนที่ชื่อ “วัดป่าอดุลยาราม” จะได้รับการมอบให้และใช้เป็นชื่อวัดมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับประเด็นข้อพิพาททางกฎหมาย หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าการถวายที่ดินให้แก่วัดมีเจตนาสำเร็จแล้วตั้งแต่ในอดีต ที่ดินดังกล่าวย่อมต้องพิจารณาตามสถานะและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินของวัด และไม่ควรถูกนำกลับมาอ้างสิทธิ์เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลในภายหลัง

ย้ำว่า ถ้าหากมาประเด็นกรรมสิทธิ์ที่เป็นข้อพิพาทที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยังสามารถนำพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อพิสูจน์สิทธิของตนเองได้

ส่วนกรณีที่มีการนำท่อปูนมาปิดกั้นทางเข้า-ออก รวมถึงมีการพูดถึงการรื้อถอนกำแพงวัด นายไทกรเตือนว่า การดำเนินการใด ๆ ที่กระทบต่อทรัพย์สินหรือการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ อาจนำไปสู่ข้อพิพาทหรือความรับผิดทางกฎหมายเพิ่มเติม จึงควรใช้กระบวนการยุติธรรมในการพิสูจน์สิทธิ มากกว่าการเผชิญหน้าหรือดำเนินการด้วยตนเอง

สำหรับความรู้สึกของคนในพื้นที่ด้วยว่า ชาวบ้านจำนวนมากยกย่อง “คุณพ่อเฮียง” ในฐานะผู้เสียสละที่ดินกว่า 20 ไร่ เพื่อใช้ประโยชน์ทางศาสนาและเป็นป่าช้าของชุมชน ก่อนพัฒนาเป็นที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และวัดในเวลาต่อมา จึงมองว่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่เป็นสิ่งที่คนในชุมชนรับรู้ร่วมกันมาเป็นเวลานาน

ขณะเดียวกัน ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ข้อพิพาทกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง คือมูลค่าที่ดินในพื้นที่ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากทำเลอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีอพาร์ตเมนต์ หอพัก รวมถึงโครงการเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นโดยรอบ โดยนายไทกรระบุว่า ที่ดินข้างเคียงมีการซื้อขายกันในราคาประมาณ 40 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้ที่ดินแปลงพิพาทกว่า 20 กว่าไร่ มีมูลค่ารวมสูงมาก อาจจะ 3,000 ล้านบาท

ทั้งนี้การพิสูจน์กรรมสิทธิ์ควรดำเนินการผ่านกระบวนการศาลและยึดพยานหลักฐานเป็นสำคัญ หากมีข้อพิพาทว่าที่ดินถูกถวายให้แก่วัดหรือไม่ ก็ควรให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม และรอผลการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี ได้ข้อยุติตามกระบวนการยุติธรรม