โฆษกสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แจงหลักกฎหมายปมเจ้าของบ้านยิงผู้บุกรุกเสียชีวิต ชี้ตำรวจต้องสอบสวนทุกกรณีที่มีคนตาย ไม่ได้หมายความว่าผู้ป้องกันตัวเป็นคนผิด ย้ำ ม.68 ป้องกันตัวได้หากมีภยันตรายใกล้ถึงและทำไปพอสมควรแก่เหตุ แต่หากภัยสิ้นสุดแล้ว ยังติดตามใช้กำลัง อาจเข้าข่ายเกินสมควรแก่เหตุตาม ม.69

12 ส.ค. 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ตร. ให้ความเห็นข้อกฎหมาย ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ไตรรงค์ ผิวพรรณ” หลังในสังคมมีข้อถกเถียงกันว่า “กรณีผู้บุกรุกเข้าบ้าน เจ้าของบ้านมีสิทธิป้องกันตัวแค่ไหน?” ใจความระบุว่า
ช่วงนี้มีการพูดถึงกรณีผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพัก แล้วเจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต และมีการพูดถึงข้อกฎหมายกันค่อนข้างมาก ในฐานะตำรวจ ผมจึงอยากนำหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เข้าใจตรงกัน
หลักทั่วไปคือ เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย ถือว่ามีเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้น
ส่วนผู้ใช้อาวุธจะมีความผิดหรือไม่ และมีสถานะทางคดีอย่างไร พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ และเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ก็จะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย รวมถึงการทำความเห็นทางคดีเสนอพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป
จึงไม่สามารถดูเพียงว่า “ผู้เสียชีวิตเป็นผู้บุกรุก” หรือ “เหตุเกิดภายในบ้าน” แล้วสรุปผลทางกฎหมายได้ทันที
แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็รับรองสิทธิของประชาชนในการป้องกันตนเองและผู้อื่นอย่างชัดเจน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 กำหนดหลักเรื่อง การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำไม่มีความผิด
เพราะฉะนั้น จึงไม่มีหลักง่าย ๆ ว่า “คนร้ายเข้าบ้าน ยิงได้ทุกกรณี” และในทางกลับกัน ก็ไม่มีหลักว่า “ยิงผู้บุกรุกในบ้านแล้ว เจ้าของบ้านต้องผิดทุกกรณี”
หัวใจสำคัญอยู่ที่ พฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ เช่น ผู้บุกรุกเข้ามาในบ้านเวลากลางคืน เข้ามาใกล้ตัว ไม่ยอมหยุดเมื่อถูกทักถาม หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เจ้าของบ้านเชื่อโดยมีเหตุผลว่ากำลังจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการพิจารณาว่า การตอบโต้นั้นเป็นการป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว และยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ การพิจารณาทางกฎหมายก็อาจแตกต่างออกไปตามพฤติการณ์
หากข้อเท็จจริงเป็น การป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ ตามมาตรา 68 ผู้กระทำไม่มีความผิด แต่หากมีเหตุที่จะป้องกันจริง แต่กระทำเกินสมควรแก่เหตุ ก็อาจเข้าสู่หลักตาม มาตรา 69 ซึ่งกฎหมายเปิดทางให้ศาลพิจารณาลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และหากการกระทำนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลอาจไม่ลงโทษก็ได้
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากทำความเข้าใจกัน คือ การที่ตำรวจต้องสอบสวน ไม่ได้หมายความว่าตำรวจสรุปว่าผู้ป้องกันตัวเป็นคนผิด เมื่อมีคนเสียชีวิต ตำรวจมีหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตรวจอาวุธและบาดแผล ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนรวบรวมพฤติการณ์ทั้งหมด เพื่อให้ทราบว่าในช่วงเวลาที่ตัดสินใจใช้อาวุธนั้น เกิดอะไรขึ้น
จากนั้นกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยต่อไป
ดังนั้น เรื่องนี้ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมองเป็นสองขั้วว่า “ยิงได้” หรือ “ยิงไม่ได้” สิ่งสำคัญกว่าคือ ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเองและผู้อื่นตามที่กฎหมายรับรอง และกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่ตรวจสอบจากข้อเท็จจริงว่า การป้องกันนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่
สุดท้าย กฎหมายไม่ได้พิจารณาเพียงว่าเหตุเกิด “ในบ้าน” หรือ “นอกบ้าน” แต่พิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดในขณะเกิดเหตุ โดยเฉพาะว่ามีภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงหรือไม่ และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุเพียงใด
นี่คือหลักกฎหมายที่ผมอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ประชาชน เข้าใจทั้งสิทธิของตนเอง และเข้าใจกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่มากขึ้น

