หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามรุนแรงสู่ภาคประชาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามรุนแรงสู่ภาคประชาชน

ตำรวจท่องเที่ยวถ่ายทอด CRAT สู่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จาก “หลีก–ปิด–ป้องกัน” สู่ระบบความปลอดภัย ก่อน–ระหว่าง–หลังเกิดเหตุ

“ถ้าเหตุเกิดขึ้นตรงหน้า และตำรวจยังมาไม่ถึง…60 วินาทีแรก คุณจะทำอะไร?” คำถามนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งวันหนึ่งเหตุเกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เคยคิดว่าจะเกิด

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สะท้อนอีกครั้งว่า ภัยคุกคามรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว และในช่วงเวลาระหว่าง “วินาทีที่เหตุเริ่มต้น” กับ “วินาทีที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่” ผู้ที่ต้องตัดสินใจเป็นคนแรกอาจยังไม่ใช่ตำรวจ แต่อาจเป็นครู นักเรียน แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้ป่วย ญาติ นักท่องเที่ยว หรือประชาชนที่อยู่ตรงนั้น

คำถามของสังคมจึงไม่ควรมีเพียงว่า “ตำรวจจะมาถึงเร็วแค่ไหน?” แต่ควรถามให้ครบทั้งวงจรว่า ก่อนเกิดเหตุ เรามองเห็นและลดความเสี่ยงได้หรือไม่ เมื่อวิกฤตเริ่มก่อตัว เราสื่อสารและลดระดับสถานการณ์ได้หรือไม่ ขณะเกิดเหตุ คนที่อยู่ตรงนั้นรู้หรือไม่ว่าจะรักษาชีวิตอย่างไรหลังเกิดเหตุ เราจะดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโดยเฉพาะแนวทางการขับเคลื่อนของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับ การฝึก การเตรียมความพร้อม และการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติในการรับมือสถานการณ์วิกฤต

หลักคิดสำคัญคือ ต่อให้ตำรวจได้รับการฝึกและสามารถตอบสนองได้รวดเร็วเพียงใด ยังคงมี “ช่องเวลาสำคัญ” ก่อนเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่

การสร้างความปลอดภัยจึงไม่ควรมีเพียง “ตำรวจที่พร้อมเข้าแก้ไขเหตุ” แต่ต้องสร้างพร้อมกันทั้ง

“ตำรวจที่พร้อม – องค์กรที่พร้อม – ประชาชนที่พร้อม – และระบบที่พร้อม”

ภายใต้แนวทางดังกล่าว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้นำองค์ความรู้ CRAT – Civilian Response to Active Threat มาถ่ายทอดและขยายผลสู่ภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ และ พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท.

โดยมี พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1 และ พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน บช.ทท. ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน พร้อมทีมวิทยากรจากกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

ที่ผ่านมาได้มีการถ่ายทอด CRAT แก่นักศึกษาใน โครงการยุวทูตตำรวจท่องเที่ยว ณมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 และล่าสุด วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ได้ขยายการฝึกสู่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ณ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จ.ภูเก็ต

ที่สำคัญ การฝึกครั้งนี้ ได้รับการกำหนดและเตรียมการไว้ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในจังหวัดนนทบุรีในวันเดียวกัน จึงยิ่งสะท้อนความหมายของคำว่า “เราไม่ควรรอให้เกิดเหตุ แล้วจึงเริ่มเตรียมความพร้อม”

การฝึกไม่ได้ออกแบบให้ผู้เข้าอบรมเพียง “ฟังและจำ” แต่ต้องผ่านกระบวนการ คิด ทดลอง ตัดสินใจ ลงมือ วัดผล และถอดบทเรียน

เริ่มจาก Pre-Test เพื่อเห็นจุดตั้งต้น ก่อนเข้าสู่กิจกรรม The Empty Chair – เก้าอี้ว่าง กับคำถาม “60 วินาทีแรกจะทำอะไร?” ตามด้วย Workshop LCAN, Crisis Communication & De-escalation โดยนำหลักคิดจากงาน Crisis Negotiation มาประยุกต์ เพื่อให้เข้าใจว่า ในบางวิกฤต การรับฟัง การสื่อสารอย่างเหมาะสม และการไม่เพิ่มการเผชิญหน้า อาจช่วยลดระดับความตึงเครียดและเปิดโอกาสให้ความช่วยเหลือเข้าถึงได้

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ประชาชนเป็นนักเจรจาวิกฤต แต่ให้เข้าใจว่า “เมื่อใดควรพูด – เมื่อใดควรฟัง – เมื่อใดควรถอย – และเมื่อใดควรส่งต่อ” แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเป็น ภัยคุกคามต่อชีวิต เป้าหมายต้องเปลี่ยนจากการสื่อสารไปสู่การรักษาชีวิต ตามหลัก

Avoid – Deny – Defend “หลีก – ปิด – ป้องกัน”

CRAT ไม่ได้สอนให้ประชาชนทำหน้าที่แทนตำรวจ หรือเข้าเผชิญหน้ากับอันตรายโดยไม่จำเป็น แต่ฝึกกระบวนการ รู้ตัว → ตั้งสติ → ประเมิน → ตัดสินใจ → ลงมือ เพื่อ เพิ่มโอกาสรอด ลดความสูญเสีย และไม่สร้างผู้ประสบภัยเพิ่ม

สำหรับ โรงพยาบาล โจทย์มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่ทุกคนสามารถวิ่งหนีได้ ผู้ป่วยติดเตียงจะทำอย่างไร? ผู้ป่วยในห้องผ่าตัดจะทำอย่างไร? พื้นที่ใดสามารถปิดกั้นได้? ใครเป็นผู้แจ้งเหตุ? ตำรวจต้องการข้อมูลอะไร? และหากหลายหน่วยต้องตัดสินใจพร้อมกัน ระบบจะยังทำงานได้หรือไม่?

คำถามเหล่านี้ถูกนำเข้าสู่ Scenario-based Training และ Big Scenario เพื่อให้ผู้เข้าอบรมนำสิ่งที่เรียนทั้งหมดมาใช้ร่วมกันภายใต้เวลา ความกดดัน ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ และข้อจำกัดของสถานการณ์จริง

จากนั้นเข้าสู่ Debrief / After Action Review (AAR) เพื่อค้นหาร่วมกันว่า อะไรทำได้ดี – ช่องว่างอยู่ตรงไหน – อะไรต้องปรับ – และระบบต้องพัฒนาอะไรต่อ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การหาว่าใครผิด แต่คือการทำให้

“คนและระบบเห็นช่องว่าง ก่อนวันเกิดเหตุจริง”

ก่อนปิดการเรียนรู้ด้วย Post-Test และ Feedback เพื่อนำผลกลับไปพัฒนาการฝึกต่อไป นี่จึงไม่ใช่เพียง “การจัดอบรมแล้วจบ” แต่เป็นวงจรของการเรียนรู้ การฝึก การวัดผล การถอดบทเรียน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความปลอดภัยต้องเริ่ม “ก่อนเสียงปืนดัง”

CRAT ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเกิดเหตุเท่านั้น เพราะอีกด้านหนึ่งของการรักษาชีวิต คือ การมองเห็นและจัดการความเสี่ยงก่อนที่สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ความรุนแรง

องค์กรจึงควรมีระบบที่สามารถ มองเห็น → รับฟัง → ประเมิน → ช่วยเหลือ → ส่งต่อ โดยไม่ด่วนตัดสินหรือตีตราบุคคล เพื่อให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้เร็วขึ้น

นี่คือแนวคิด “ป้องกันก่อนต้องปกป้อง“ Prevention Before Protection และเมื่อเหตุยุติ ภารกิจก็ยังไม่จบ

เพราะผู้รอดชีวิต ครอบครัว ผู้เห็นเหตุการณ์ บุคลากร รวมถึงตำรวจและเจ้าหน้าที่ผู้เข้าเผชิญเหตุ อาจมี บาดแผลทางจิตใจที่มองไม่เห็น 

ระบบความปลอดภัยจึงต้องมองครบทั้งวงจร BEFORE — Prevention & Preparedness ป้องกัน ประเมินความเสี่ยง เตรียมคน เตรียมแผน เตรียมระบบ และฝึก

DURING — Response & Survival สื่อสารและลดระดับเมื่อยังทำได้อย่างปลอดภัย และเมื่อเกิดภัยคุกคาม ให้ตั้งสติ ตัดสินใจ หลีก–ปิด–ป้องกัน แจ้งเหตุ ช่วยชีวิต และประสานการตอบสนอง

AFTER — Recovery & Resilience ดูแลผู้ได้รับผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจ ฟื้นฟูผู้คนและองค์กร ถอดบทเรียน และนำบทเรียนกลับไปพัฒนาระบบ

จาก “การฝึก” สู่ “วัฒนธรรมความปลอดภัย”

บทเรียนสำคัญคือ ความปลอดภัยไม่สามารถเกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง

ตำรวจยังคงมีหน้าที่สำคัญในการป้องกัน ระงับเหตุ บังคับใช้กฎหมาย ช่วยเหลือประชาชน และพัฒนาขีดความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตให้มีประสิทธิภาพที่สุด

แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง ยังมีอีกหนึ่งพลังสำคัญ คือ “คนที่อยู่ตรงนั้น” ครูที่มองเห็นความผิดปกติ เพื่อนที่ยอมรับฟังเพื่อน บุคลากรที่กล้าแจ้งสิ่งที่น่ากังวล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่รู้ว่าจะส่งข้อมูลอะไร แพทย์และพยาบาลที่รู้ว่าจะดูแลผู้ป่วยอย่างไร ประชาชนที่ตั้งสติและตัดสินใจได้ รวมถึงองค์กรที่เคยคิด เคยวางแผน และเคยฝึกก่อนวันเกิดเหตุ

คนเหล่านี้ ไม่ได้ทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่ทุกคนคือส่วนหนึ่งของ ระบบความปลอดภัยที่เชื่อมต่อกัน นี่คือความหมายสำคัญของการที่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับ “การฝึก” และ “การเตรียมความพร้อม” มาอย่างต่อเนื่อง

เพราะการฝึกที่ดี ไม่ควรทำให้เพียงตำรวจเก่งขึ้นในวันที่ต้องเข้าเผชิญเหตุ แต่ควรทำให้องค์ความรู้จากตำรวจ สามารถออกไปสร้างความพร้อมให้ประชาชนก่อนวันเกิดเหตุได้ด้วย

จากตำรวจ → สู่องค์กร → สู่ชุมชน → สู่ประชาชน ไม่ใช่เพื่อสร้างความกลัว แต่เพื่อสร้าง

“ความพร้อมโดยไม่ตื่นตระหนก และความตระหนักโดยไม่หวาดระแวง”

องค์ความรู้และบทเรียนจาก CRAT สามารถนำไปต่อยอดให้เหมาะกับบริบทของ สถานศึกษา โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม สถานประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพื้นที่สาธารณะ เพราะแต่ละพื้นที่มีคนที่เราต้องดูแลแตกต่างกัน

โรงเรียนมีเด็กที่ครอบครัวฝากไว้กับครู โรงพยาบาลมีผู้ป่วยที่ฝากชีวิตไว้กับบุคลากร แหล่งท่องเที่ยวมีผู้มาเยือนที่ฝากความเชื่อมั่นไว้กับประเทศไทย และทุกพื้นที่มีใครบางคน…ที่มีคนกำลังรอเขากลับบ้าน

นี่คือเหตุผลที่การเตรียมความพร้อมไม่ควรรอให้เกิดความสูญเสียก่อน การขยายผลจึงสามารถพัฒนาจาก

การอบรมครั้งหนึ่ง → สู่การฝึกอย่างต่อเนื่อง

การฝึกคน → สู่การพัฒนาระบบ

การตอบสนอง → สู่การป้องกัน

ความรู้ → สู่ความสามารถ

และจาก “หลักสูตร” → สู่ “วัฒนธรรมความปลอดภัย”

เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้มีบทบาทเพียง “ผู้เข้าระงับเหตุ” แต่ยังสามารถเป็น ผู้ป้องกัน ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ผู้สร้างความพร้อม และหุ้นส่วนด้านความปลอดภัยของประชาชน และนี่คือภารกิจที่สามารถขยายผลต่อไป เพื่อให้ความรู้และทักษะที่เคยอยู่กับผู้ปฏิบัติ ถูกส่งต่อไปถึงประชาชนให้มากขึ้น

เพราะท้ายที่สุด “ความปลอดภัยไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเสียงปืนดัง และไม่ได้สิ้นสุดเมื่อเสียงปืนหยุด”

ก่อนเกิดเหตุ เราช่วยกันมองเห็น รับฟัง ป้องกัน และส่งต่อความช่วยเหลือให้เร็ว เมื่อวิกฤตเริ่มก่อตัว สื่อสารอย่างมีสติ ลดระดับความตึงเครียดเมื่อยังสามารถทำได้อย่างปลอดภัย

เมื่อเกิดภัยคุกคามต่อชีวิต ประชาชนต้องรู้ว่าจะรักษาชีวิตอย่างไร ขณะที่ตำรวจและหน่วยฉุกเฉินเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ และเมื่อเหตุผ่านพ้น เราต้องไม่ทิ้งผู้บาดเจ็บ ผู้รอดชีวิต ครอบครัว ผู้เห็นเหตุการณ์ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้เข้าเผชิญเหตุ ไว้กับบาดแผลเพียงลำพัง

ดังนั้น คำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่ “เมื่อเกิดเหตุ ใครต้องรับผิดชอบ?” แต่ควรเป็น “ก่อนวันนั้นมาถึง…เราทุกคนได้ทำในส่วนของเราเต็มที่แล้วหรือยัง?”

ตำรวจต้องพร้อม องค์กรต้องมีระบบ ประชาชนควรมีความรู้ และสังคมต้องไม่ปล่อยให้คนที่กำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือต้องยืนอยู่เพียงลำพัง

เราอาจหยุดเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ไม่ได้ เราอาจไปถึงทุกพื้นที่ในวินาทีแรกไม่ได้ และเราอาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่สูญเสียไปแล้วไม่ได้ แต่เราทำบางอย่างได้ตั้งแต่วันนี้ เราฝึกได้ เราเตรียมได้ เรารับฟังกันได้ เราช่วยเหลือกันได้ และเราสร้างระบบที่พร้อมกว่าเดิมได้

เพราะเบื้องหลังคำว่า “ผู้ประสบเหตุ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงาน แต่คือ ลูกของใครบางคน พ่อหรือแม่ของใครบางคน เพื่อนของใครบางคน และคือคนที่มีใครบางคนกำลังรอให้กลับบ้าน

นี่คือเหตุผลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังต้องเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ การฝึก และการสร้างความพร้อมร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไป ไม่ใช่เพราะเราคิดว่าเหตุร้ายจะต้องเกิดขึ้น แต่เพราะทุกชีวิตมีค่ามากเกินกว่าจะรอให้เกิดเหตุ แล้วค่อยเริ่มเตรียมตัว

และหากการฝึกในวันนี้ ทำให้ใครเพียงหนึ่งคน ตั้งสติได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น ช่วยคนข้าง ๆ ได้ถูกต้องขึ้น หรือกลับบ้านไปหาคนที่กำลังรอเขาได้ การเตรียมความพร้อมในวันนี้…ก็มีความหมายแล้ว เราอาจไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นที่ไหน หรือเมื่อไร แต่ “ความพร้อม” เราสร้างร่วมกันได้ ก่อนวันนั้นมาถึง

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img