4 สิงหาคม 2569 – คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่าและติดตามปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) สภาผู้แทนราษฎร เตรียมสรุปผลการศึกษาหลังใช้เวลาพิจารณาต่อเนื่องหลายเดือน โดยรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของประเทศทั้งระบบ ควบคู่กับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้แตกต่างจากหลายคณะที่ผ่านมา เพราะไม่ได้เริ่มศึกษาปัญหาจากศูนย์ แต่ต่อยอดจากผลการศึกษาของกรรมาธิการชุดก่อน ๆ โดยมุ่งเน้นค้นหาช่องว่างของการดำเนินงานที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และให้ความสำคัญกับคนทำงาน และข้อจำกัดของหน่วยงานในภาคปฏิบัติ เพื่อให้ข้อเสนอสามารถนำไปใช้ได้จริงภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด และสอดรับกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด
ตลอดการศึกษา กรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าร่วมให้ข้อมูล เพื่อออกแบบแนวทางการบริหารจัดการที่ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี มาเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา
ประธานกรรมาธิการฯ ระบุว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านองค์ความรู้ บุคลากร เครื่องมือวิจัย งบประมาณ และเทคโนโลยี แต่ที่ผ่านมา ศักยภาพดังกล่าวยังไม่ได้ถูกบูรณาการมาใช้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งที่สามารถเป็นทั้งต้นทุน เครื่องมือ และ กำลังหลัก ในการบริหารจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นระบบ
นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวอีกว่า ข้อเสนอสำคัญอีกด้าน คือ การปรับระบบบริหารจัดการงบประมาณและแรงจูงใจของหน่วยงานภาครัฐ โดยเห็นว่าควรสนับสนุนหน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาตรงจุด มากกว่าการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบเดิม พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้เผชิญปัญหาโดยตรง มีอำนาจและเครื่องมือในการตัดสินใจมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงพื้นที่และแก้ไขสถานการณ์ได้รวดเร็วที่สุด ประธานกรรมาธิการฯ ยังมองว่า ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สร้างกลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม และการหารือกับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดหมอกควันข้ามแดน
นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ติดตามและรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับตัวชี้วัดการบริหารจัดการไฟป่าจากการนับจุดความร้อน (Hotspot) ไปสู่การประเมินพื้นที่เผาไหม้จริง (Burn Scar) การใช้เทคโนโลยีดาวเทียม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบเซ็นเซอร์และโดรน การพัฒนาห้องปลอดฝุ่น การส่งเสริมเครือข่าย Citizen Science ตลอดจนแนวทางยกระดับการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ผลการศึกษาทั้งหมดจะถูกรวบรวมเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการปฏิรูประบบบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของประเทศให้เชื่อมโยงทั้งด้านกฎหมาย เทคโนโลยี การวิจัย การบริหารงบประมาณ และความร่วมมือระหว่างประเทศ รองรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

