หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม9เครือข่ายจิตอาสา ยื่นหนังสือประธานรัฐสภา จี้รัฐบาลบังคับใช้ "โทษประหารชีวิต" คดีอุกฉกรรจ์-กระทำผิดซ้ำ พร้อมทบทวนเกณฑ์ลดโทษ พักโทษ หวั่นกฎหมายกลายเป็นเสือกระดาษ

9เครือข่ายจิตอาสา ยื่นหนังสือประธานรัฐสภา จี้รัฐบาลบังคับใช้ “โทษประหารชีวิต” คดีอุกฉกรรจ์-กระทำผิดซ้ำ พร้อมทบทวนเกณฑ์ลดโทษ พักโทษ หวั่นกฎหมายกลายเป็นเสือกระดาษ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา พร้อมด้วย นายคริส โปตระนันทน์ นายพีรพล กนกวลัย และ นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเศรษฐกิจ ร่วมกันรับหนังสือยื่นข้อเรียกร้องจากตัวแทนภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มจิตอาสาหลายภาคส่วน

การเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์อาชญากรรมสะเทือนขวัญต่อชีวิต เพศ ทรัพย์สิน และยาเสพติดในประเทศไทยที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสองพี่น้องชาวรัสเซียที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนคนไทย ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัยและการท่องเที่ยวของประเทศในสายตาชาวต่างชาติอย่างรุนแรง

สาระสำคัญของข้อเรียกร้อง
ในเอกสารข้อเรียกร้องเรื่อง “ขอให้ผลักดันมาตรการดำเนินการเด็ดขาดกับอาชญากรคดีสะเทือนขวัญที่ประทุษร้ายต่อชีวิตและเพศอย่างร้ายแรง โดยคงโทษประหารชีวิตและทบทวนมาตรากำหนดการลดโทษ พักโทษ และการปล่อยตัว และให้บังคับใช้พระราชบัญญัติ มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ให้เข้มข้นและรัดกุมขึ้น” ได้ระบุประเด็นสำคัญ ดังนี้:

การบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างจริงจัง:
ยื่นข้อเรียกร้องให้คงไว้และบังคับใช้โทษประหารชีวิตจริงกับผู้ก่ออาชญากรรมอุกฉกรรจ์ เช่น คดีฆาตกรรม ปล้นฆ่า ข่มขืนกระทำชำเรา หรือการทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย โดยเฉพาะผู้กระทำผิดที่มีพฤติการณ์ก่อเหตุซ้ำซาก โดยไม่มีข้อยกเว้นหรือการยกเลิกการลดโทษแก่บุคคลกลุ่มนี้ทุกกรณี

ปฏิรูปกระบวนการลดโทษและพักโทษ (ทบทวนมาตรา 52):
ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในกระบวนการยุติธรรมปลายน้ำ การพิจารณาลดโทษจำคุกตามมาตรา 52 (1) และ (2) ที่ทำให้โทษจำคุกตลอดชีวิตถูกลดทอนลงเรื่อยๆ จนเหลือจำคุกจริงเพียงไม่กี่ปี ทำให้ประชาชนมองว่ากฎหมายเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ผู้กระทำผิดไม่เกิดความเกรงกลัว ออกมาก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ชีวิตของคนไทยดูเหมือนไร้ค่ากว่าฆาตกร

บังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำผิดซ้ำฯ พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด:
เรียกร้องให้มีมาตรการบำบัด ฟื้นฟู และติดตามพฤติกรรมของผู้เคยมีประวัติกระทำผิดร้ายแรงที่พ้นโทษแล้วอย่างใกล้ชิดและเคร่งครัด ให้อยู่ในการกำกับดูแลของกรมประพฤติ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาก่อเหตุสะเทือนขวัญในสังคมอีก

ยกระดับการเฝ้าระวังด้วยเทคโนโลยีทันสมัย:
เสนอให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเชิงป้องกัน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI), กล้องวงจรปิด (CCTV), โดรน และเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับบุคคลอันตราย มิให้เข้าใกล้พื้นที่เปราะบาง เช่น สถานศึกษา โรงเรียนที่มีเด็กและเยาวชน หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

รายชื่อองค์กรภาคีเครือข่ายจิตอาสาที่ร่วมลงนามยื่นหนังสือ
มูลนิธิองค์กรทำดี – นำโดย นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี
ชมรมสันติประชาธรรม – นำโดย ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ
กลุ่มสายไหมต้องรอด – นำโดย นายเอกภพ เหลือประเสริฐ
มูลนิธิเป็นหนึ่ง – นำโดย นางสาวชลิดา พะละมาตย์
กลุ่มไทยไม่ทน – นำโดย นายระพี ชำนาญเรือง นายอัครวุธ บุรณพนธ์
กลุ่มจ่าคิงส์ สะพานใหม่ – นำโดย นายชมะนันท์ ทิมแตง
ชมรมมุสลิมอาสาพัฒนาสังคม (ศูนย์ส่งกลับใจภักดี) – นำโดย นายสุชาติ กิระพันธุ์
มูลนิธิวินวิน – นำโดย นายดลชนก บุณโญทยาน

พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา และตัวแทน สส. พรรคเศรษฐกิจ ระบุว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ ประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องและฝ่ายบริหาร ให้พิจารณาทบทวนมาตรการทางกฎหมาย กระบวนการรับโทษ และการป้องกันการกระทำผิดซ้ำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนชาวไทย นักท่องเที่ยว และนักลงทุนต่างชาติอย่างแท้จริง

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img