หน้าแรกกองทัพ-ความมั่นคงปัญหาฝุ่นตลบและความสับสนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้-เลื่อนพูดคุยสันติสุขแบบไม่มีกำหนด

ปัญหาฝุ่นตลบและความสับสนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้-เลื่อนพูดคุยสันติสุขแบบไม่มีกำหนด

ปัญหาฝุ่นตลบและความสับสนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้-เลื่อนพูดคุยสันติสุขแบบไม่มีกำหนด ด้วยเหตุผลเคลือบคลุม ไม่ชัดเจนว่าเพราะเหตุอะไรแน่

เมื่อวันที่ 2 ส.ครับ.2569 ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์รายงานว่า สำนักข่าวอิศราระบุว่า การติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจ สังหารทหารพราน 5 นายยังไม่ได้ และมีข่าวเชิญตัวตำรวจไปซักถามในค่ายทหารเพราะต้องยอมรับความจริงว่า การแก้ไขปัญหาภาคใต้ยุคนี้ มีฝุ่นตลบและความสับสนมานานข้ามปีแล้ว

“ทีมข่าวอิศรา” ระบุอีกว่า ขอแยกเป็น 2 ช่วงเวลา โดยนำเหตุการณ์โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค.69 มาเป็นเส้นแบ่ง

ก่อนเกิดเหตุ แม่ทัพภาค 4 คนปัจจุบัน พลโทนรธิป โพยนอก ย้ายมาจากกองทัพภาค 2 เป็นทหารจากภาคอีสาน ถูกตั้งคำถามเรื่องความเชี่ยวชาญพื้นที่ และการทำงานสอดประสานกับหน่วยในกองทัพภาคที่ 4 แม่ทัพภาค 4 คนเดียวกัน ก่อนหน้านี้ก็มีดราม่า ปิดไมค์ตอบคำถามเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จนกลายเป็นประเด็นต้องขอโทษสังคมมาแล้วแม่ทัพภาค 4 คนเดียวกัน พูดพาดพิงปอเนาะว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่ง แบ่งแยกดินแดน จนโดนสมาคมปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม รวมตัวกันยื่นหนังสือประท้วงให้ออกจากตำแหน่งมาแล้ว ถึงขั้นรัฐมนตรีกลาโหมต้องลงพื้นที่ไปขอโทษแทน และนายกฯอนุทิน ต้องส่ง อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาฯ เป็นกาวใจ

หลังเกิดเหตุ เสธ.ทบ. พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ประกาศเราจะเปลี่ยนสถานะเป็น “ผู้ล่า” ขู่จะไล่ล่าคนร้ายจนสุดหล้าฟ้าเขียว รมว.กลาโหม พลเอก อดุลย์ บุญธรรมเจริญ พูดไปอีกทาง บอกอย่าไปใช้คำว่า “ไล่ล่า” เพราะยังมีช่องทางพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเพียงผู้เห็นต่างเท่านั้น ยังเป็นไทยด้วยกัน พูดคุยกันได้ ช่องทางการพูดคุยก็มีอยู่เลขาธิการ สมช. นายฉัตรชัย บางชวด ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า แนวทางการแก้ไขปัญหา จะใช้การพูดคุย ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า กลุ่มคนที่เป็นผู้บริหารหน่วยงานความมั่นคงแต่ละหน่วย ซึ่งควรทำงานสอดประสานกัน ยังคงพูดกันไปคนละทิศละทาง

ย้าย ผบ.ทหารพราน 45 ก่อนจุดตรวจโดนโจมตีไม่ถึง 3 เดือนการแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งสำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จริง ๆ แล้วมีความพยายามเน้นย้ำกันมาทุกยุคทุกสมัยว่า ต้องเลือกคนที่มีความเหมาะสม เข้าใจพื้นที่ เข้าใจพี่น้องประชาชนจริง ๆ เพราะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความอ่อนไหวและแตกต่างกับพื้นที่ส่วนอื่นของประเทศ ทั้งด้านภาษา ศาสนา วิถีชีวิต วัฒนธรรม แต่การตั้งแม่ทัพภาคที่ 4 โดยข้ามห้วย ข้ามทัพ มาจากกองทัพภาคที่ 2 “สายอีสาน” ทำให้เกิดคำถามมาโดยตลอดถึงความเหมาะสม และประสิทธิผลของการทำงานที่ผ่านมามีกระแสวิจารณ์ “แม่ทัพปลาผิดน้ำ”แต่สถานการณ์นี้ไม่ได้มีแค่ “ระดับหัว” หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดเท่านั้น เพราะมีข้อมูลยืนยันว่า ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยเฉพาะ “จุดตรวจบูเก๊ะซามี” ก็เป็นทหารจากกองทัพภาคที่ 2 คือ กองทัพภาคอีสาน ภาคเดียวกับแม่ทัพ ย้ายมาทดแทนผู้บังคับหน่วยคนเดิม ซึ่งเป็นทหารลูกหม้อ ในกองทัพภาคที่ 4

แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมามีการปรับโครงสร้างกำลังพลครั้งใหญ่ใน จ.นราธิวาส ไม่ใช่เพียงการสับเปลี่ยนกองกำลังตามวงรอบปกติ แต่มีการดึงกำลังพลและยุทโธปกรณ์จาก กองทัพภาคที่ 1 และ กองทัพภาคที่ 2 ลงมาปฏิบัติหน้าที่ทดแทนกำลังพลเดิมจาก กองทัพภาคที่ 4 ในหลายจุดโดยเฉพาะมีการย้าย ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 (ผบ.ฉก.ทพ.45) จาก พันเอก สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม นายทหารกองทัพภาคที่ 4 เปลี่ยนเป็น พันเอก วิทยา สาริยา ซึ่งมาจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมานี้เองโดยเป็นการเปลี่ยนตัวก่อนถูกโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ไม่ถึง 3 เดือน ทำให้เกิดคำถามเรื่องการส่งต่อประสานงานด้านการข่าว และการแจ้งเตือนต่าง ๆ จากเครือข่ายในพื้นที่ที่มีการวางสายกันไว้แต่เดิม ว่ามีการสานต่อกันอย่างไร้รอยต่อหรือไม่

การนำกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ลงมาทดแทนกำลังของกองทัพภาคที่ 4 ได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับหลายฝ่ายในพื้นที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ เกิดคำถามว่า“เหตุใดจึงไม่ใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นกองทัพในพื้นที่? ทำงานเติบโต และรู้จักพื้นที่ดีอยู่แล้ว”และ “ทหารจากกองทัพภาคที่ 4 ปฏิบัติงานไม่ดีหรืออย่างไร?” กลายเป็นประเด็นขวัญกำลังใจบานปลายออกไปอีก

ที่สำคัญยังมีความกังวลเรื่องความรู้ความเข้าใจพื้นที่ของทหารจากนอกหน่วย ไม่ใช่แค่เรื่องภูมิประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึง วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น วิถีชีวิต และภาษามลายูอีกด้วย

สาเหตุที่มีการใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 1 เพราะ ผบ.ฉก.นราธิวาส คนปัจจุบัน คือ พลตรี ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ มีตำแหน่งหลักคือ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ส่วนกำลังจากกองทัพภาคที่ 2 ย้ายตามแม่ทัพภาคที่ 4 พลโทนรธิป โพยนอก ซึ่งเคยเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 มาก่อนนั่นเอง

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการสอบถามหน่วยงานต้นสังกัด ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ก็จะได้รับคำตอบตรงกันว่า การโยกย้ายเปลี่ยนตัวผู้บังคับหน่วย เป็นไปตามวงรอบปกติ และเป็นการพิจารณาตามความเหมาะสม!

ขอบคุณแหล่งที่มา: สำนักข่าวอิศรา https://share.google/ayISwPeFVTP0MFNfu

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img