นายกฯ ร่วมประชุมติดตามคดีสังหารพี่น้องชาวรัสเซีย – พ่อแม่ลูกชาวไทย กำชับเจ้าหน้าที่ทำสำนวนให้รัดกุม ปิดช่องว่างไม่ให้มีช่องโหว่ทางคดี ย้ำ เอาผิดถึงที่สุด พร้อมเร่งขยายผล หลังพบอาจพบมีเหยื่ออีก สั่งจับมือกรมราชทัณฑ์ เฝ้าติดตามพฤติกรรมผู้พ้นโทษ ลั่น “หากยังไม่สำนึกต้องลากกลับเข้าคุก เพิ่มโทษคนไม่หลาบจำ“
วันนี้ (1 ส.ค. 69) ที่สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมติดตามคดีคนร้ายก่อเหตุฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซีย โดยทันทีที่เดินทางมาถึงได้พบกับกลุ่มญาติผู้เสียชีวิต และอาสา ซึ่งได้นำช่อดอกไม้มอบให้นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความขอบคุณ โดยญาติของผู้เสียชีวิต ระบุว่า ทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตอยากขอบคุณนายกรัฐมนตรี ตำรวจ และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ช่วยเหลือ ซึ่งทางญาติยังได้ขอให้เคารพต่อความรู้สึกของผู้เป็นมารดา
จากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปจากชุดสืบสวน และพนักงานสอบสวน ถึงลำดับเหตุการณ์ ความคืบหน้าของคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย รวมถึงคดีฆาตกรรมพ่อแม่ลูกชาวไทย โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมภายใน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง
ภายหลังการประชุมติดตามคดีกว่า 1 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยหลักฐานที่มีอย่างแน่นหนาตอนนี้ ค่อนข้างแน่นอนว่า ผู้ต้องหาที่จับได้ทั้ง 2 คน และยังมีผู้ให้การสนับสนุนอีก 3-4 คน ที่ร่วมอยู่ในครั้งนี้ โดยคนกลุ่มนี้ก่อเหตุมาแล้ว 2-3 คดี ทั้งคดีของ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย, คดีของครอบครัวชาวไทย 3 พ่อแม่ลูก และเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพิ่มเติม เพราะอาจมีเหยื่อเพิ่มอีก 1-2 คน ซึ่งพฤติกรรมค่อนข้างที่จะโหดเหี้ยม และการจับกุมในนี้จะสามารถขยายผลไปได้อีกมากมาย และได้กำชับให้ตำรวจขยายผลไปยังขบวนการค้ายาเสพติด และการทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ด้วย ที่ผู้ต้องหาอาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว แต่ผู้เสียชีวิตเป็นชาวรัสเซียที่อยู่ในประเทศไทยร่วมกับครอบครัวมานาน 7 ปีแล้วเพื่อมาศึกษา และประกอบธุรกิจ ทั้งที่ชลบุรี และภูเก็ต และเข้าออกประเทศไทย มากกว่า 40 ครั้ง จึงอยากให้เลี่ยงการพาดหัวข่าวว่าเป็นนักท่องเที่ยวถูกทำร้าย เพราะเวลาที่เกิดเหตุ ก็เกิดขึ้นในตอนตี 4 เป็นการใช้ชีวิตปกติทั่วไป
นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีความชัดเจนว่าห้ามพกพาอาวุธ ใครก็ตามที่พกอาวุธถือว่าละเมิดกฎหมาย หากมีการตั้งด่านและตรวจพบว่ามีการพกพาอาวุธโดยที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายและมีโทษที่รุนแรง จึงต้องเตือนไว้ก่อน ไม่สามารถจะอ้างเรื่องการมีใบอนุญาตในการจะพกพาอาวุธเหล่านี้ไปไหนได้ ต้องไว้ที่บ้านเท่านั้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ตนอยากขอโทษพี่น้องชาวรัสเซีย ที่เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้นประชาชนชาวรัสเซีย แม้ว่าจะอยู่ในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และต้องขออภัยทุกเกิดเหตุขึ้น โดยตนจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ดำเนินคดีลงโทษกับผู้กระทำผิด และจะเข้มงวด ซึ่งจับกุมตัวผู้กระทำผิดทุกคนได้แล้ว และศาลไม่ให้ประกันตัวแน่นอน โดย ผบ.ตร.ได้มีข้อสั่งการไปยังเจ้าพนักงานทุกนายให้ตั้งทีมในการทำสำเนาให้เข้มข้น ปิดช่องโหว่ปิดทางออกปิดทุกช่องทาง ไม่ให้มีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายที่จะทำให้คดีนี้ลดความเข้มข้นลง และตนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ตำรวจจะทำให้ทำคดีอย่างแน่นหนา ไม่ให้พี่น้องประชาชนผิดหวัง
ส่วนที่มีการขยายผลเพิ่มเติมที่คาดว่าจะพบเหยื่อเพิ่มนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้ตำรวจต้องไปขยายผลเพิ่มเติม ซึ่งเราจับได้จากกรณีสองพี่น้องชาวรัสเซีย จนนำไปสู่ครอบครัวคนไทย 3 คน ที่ถูก 2 ผู้ต้องหาดำเนินการ “ไอ้สองคนนี้ก็เพิ่งออกมาจากคุกด้วยความเกิดมาต้องเป็นแบบนี้ มีจิตใจที่เหี้ยมโหดผิดมนุษย์ ไม่มีความตั้งใจที่จะทำความดี” ซึ่งตนได้หารือกับ ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. หลังจากนี้เราก็ต้องไปร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ที่จะต้องมีการติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกมา ให้มีการเฝ้าติดตามพฤติกรรมในระยะหนึ่งว่า ออกมาแล้ว ได้มีการสำนึกในความผิด และหันกลับไปประกอบคุณงามความดีหรือใช้ชีวิตปกติได้หรือไม่ ถ้าหากยังเหมือนเดิมอยู่ก็ต้องลากกลับเข้ามา และเพิ่มข้อหาเข้าไปในความที่ไม่หลาบจำ ซึ่งคนที่ถูกดำเนินคดีต่อเนื่องศาลก็จะพิจารณาในการเพิ่มโทษ และไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษทุกครั้ง ฉะนั้นการทำสำนวนของฝ่ายตำรวจ เราก็ต้องทำสำนวนให้เข้มข้น และใส่ข้อมูลทั้งหลายเข้าไปในสำนวนเพื่อไม่ให้เกิดรอยรั่วหรือช่องโหว่ใด ๆ เราก็ทำเต็มที่อย่างแน่นอน
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ตนมองว่าประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่ได้ลดหย่อน หลังเกิดเหตุก็เร่งตามจับกุมผู้ต้องหา จนนำไปสู่การพบร่างของผู้เคราะห์ร้าย และสืบสวนขยายผล ไปนำไปสู่การคลี่คลายคดีอื่นๆ ส่วนประเด็นที่ว่าจะไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีเทาหรือไม่ ซึ่งเรายินดีต้อนรับชาวต่างชาติ มาพักอาศัย มาทำมาหากินภายใต้กฎหมายไทย บนความสุจริต ไม่เอาเปรียบคนไทย ไม่เอาเปรียบไทย ไม่ใช้วิธีการบังหน้าด้วยการใช้นอมินีหรือใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย อย่างกรณีนี้เราก็มีข้อสงสัยอยู่เหมือนกันตำรวจก็ต้องนำสืบ และขยายผลต่อไป
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ตำรวจติดตามคดีมาตลอด ทั้งการติดตามหาเบาะแสของ 3 พ่อ แม่ ลูก ตำรวจก็ติดตาม จนกระทั่งเกิดเคสของสองพี่น้องชาวรัสเซียขึ้นมา ก็นำมาเชื่อมโยงกัน และเครือข่ายนี้ไม่ใช่มีแค่ 2 คน แต่มีกลุ่มเครือข่ายที่เคยอยู่ในคุกกันมา ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ทำผิดกฎหมายทั้งหมดที่มีการผูกโยงตั้งแต่ชิงทรัพย์ไปจนถึงยาเสพติด
โดยยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้เพิกเฉย จนพบความเชื่อมโยงระหว่างสองคดี และขยายผลจับกุมทั้งขบวนการได้ ซึ่งยังไม่รวมคนที่ให้การสนับสนุนได้ ซึ่งจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม โดยผู้ก่อเหตุก็ตั้งใจที่จะมุ่งหวังในทรัพย์สิน โดยเพ็งเล็งทำร้ายเด็กทั้งสองคนนี้ เพราะขาดแคลนเงิน เหลือเงินติดตัวเพียงพันกว่าบาท ผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองคนบังเอิญผ่านมา และคนร้ายจึงตัดสินใจทำร้ายในทันที เพื่อนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตไปแยกชิ้นส่วนขาย แต่พ่อค้าไม่รับซื้อ และมาแจ้งความจนนำไปสู่การติดตามจับกุมได้ ซึ่งนายป๋องมีคอนเนกชันกับกลุ่มเพื่อนที่เคยติดคุกร่วมกันมา มีการติดต่อให้โอนเงิน 3,000 บาทมาช่วยเหลือในการหลบหนี โดยใช้บัญชีของเพื่อนที่เคยติดคุกรับโอนเงินสดแทน เนื่องจากนายป๋องไม่มีบัญชีธนาคาร กลุ่มผู้ต้องหานี้อยู่ในกลุ่มที่เคยติดคุกและเคยค้ายาเสพติดด้วยกันมา ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 2 คนจะถูกดำเนินคดีอย่างหนัก เพราะมีประวัติพยายามฆ่า และคดีฆาตกรรมติดตัวมาก่อนหน้านี้ด้วยโดยนายป๋อง และนายธงเป็นเครือข่าย ที่รู้จักกันหลังจากที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ เมื่อพ้นโทษออกมาก็ยังมีการติดต่อเชื่อมโยงกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน จึงมีการตั้งเป็นเครือข่ายขึ้นมา เป็นกลุ่มที่เคยค้ายาเสพติดด้วยกัน ซึ่งทั้งสองคนต้องโดนโทษหนัก เพราะนอกจากจะมีคดียาแล้ว ยังมีคดีพยายามฆ่า คดีฆาตกรรม แต่เมื่อพ้นโทษออกมา ได้กลับมาก่อเหตุอีก ซึ่งพนักงานสอบสวนจะรวบรวมเข้าไปในสำนวน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รู้สึกเซ็งที่เกิดคดีนี้ขึ้น เพราะคนเหล่านี้ไม่ควรให้ออกมาเพ่นพ่านอยู่ และทำร้ายชื่อเสียงของประเทศไทย อย่างไรก็ตามพฤติกรรมยังไม่ถึงขั้นระดับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตำรวจกำลังขยายผลว่ามีเหยื่อเพิ่มเติมอีกหรือไม่ โดยได้เชิญตัวบุคคลใกล้ชิดของนายป๋องมาสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว และจะมีการตรวจสอบข้อมูลการแจ้งบุคคลสูญหายในพื้นที่เพิ่มเติมมาประกอบด้วย
สำหรับมูลเหตุจูงใจคดีฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซียนั้น เป็นการสบโอกาสของคนร้าย เนื่องจากผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ในยามดึกบนเส้นทางเปลี่ยวที่ไม่มีรถสัญจรตามปกติ คนร้ายบังเอิญมาพบ จึงพุ่งเป้าประสงค์ต่อทรัพย์สิน คือ โทรศัพท์มือถือและรถจักรยานยนต์ อีกทั้งยังแอบอ้างตนเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อลวงผู้เสียชีวิตไปสังหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างชัดเจน
ส่วนมูลเหตุจูงใจในคดีฆาตกรรมครอบครัวชาวไทย 3 พ่อแม่ลูก นั้น ตำรวจยังอยู่ระหว่างการขยายผลอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดและหนี้ยาเสพติด ซึ่งมีจุดที่น่าสังเกตคือ ในวันที่ครอบครัวนี้หายตัวไป แต่ไฟบ้านยังเปิดปกติ และมีคนมาให้อาหารสุนัขตามปกติ ถ้าหากทั้ง 3 คนเสียชีวิตไปแล้ว ก็เท่ากับว่ากลุ่มคนร้ายวางแผนไว้เป็นที่เรียบร้อย มีการคิดและไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว
ซึ่งข้อสงสัยเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศนั้น จากการตรวจสอบสภาพร่างกายผู้เสียชีวิตเบื้องต้น ยังไม่พบร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศแต่อย่างใด แต่ได้ส่งร่างผู้เสียชีวิตให้สถาบันนิติเวชตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดแล้ว พร้อมสั่งการให้พนักงานสอบสวนเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เสื้อผ้า อาวุธ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้แน่นหนา เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ทางกฎหมาย
ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ตำรวจตรวจยึดมาได้ทั้งหมดแล้วและกำลังขยายผลเส้นทางการซื้อขายต่อไป รวมถึงประเด็นที่นายป๋องชอบแต่งกายแอบอ้างเป็นตำรวจหรือประวัติทางจิตเวชด้วย แต่ในส่วนของข่าวลือที่ว่าพ่อของนายบอล หนึ่งในแก๊งนายป๋อง เป็นตำรวจ หรือตัวนายป๋องเองเป็นเด็กส่งยาเสพติดให้ตำรวจ เรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูลในประเด็นดังกล่าว

