สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เดินหน้าโชว์ผลสำเร็จการขยายผลเทคโนโลยีพร้อมใช้ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออก ให้แก่เกษตรกรใน อ.ท่ายาง และ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
พีรศักดิ์ แพสิน เกษตรกรผู้ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ระบบแรกที่ได้รับการถ่ายทอด เริ่มจากการจัดการน้ำด้วยระบบ Mini Sprinkler ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแปลงปลูกระยะ 2 x 2 เมตร โดยวางระบบน้ำโดยท่อน้ำ PVC สีฟ้า 1 เส้น จะปลูกกล้วยได้ประมาณ 6 ต้น สามารถกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึงในอัตรา 2,800 ลิตรต่อรอบ ภายใน 20 นาที ที่เปิดน้ำ ช่วยให้ต้นกล้วยได้รับน้ำอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ที่สำคัญประหยัดไฟฟ้าไปมาก จากเดิมใช้วิธีการสูบน้ำลงร่องสวนเสียค่าไฟกว่าเดือนละ 1,000 บาท เหลือแค่ 200 บาท
เทคโนโลยีต่อมาคือ การคัดหน่อพันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเกษตรกรพอจะถึงฤดูกาลปลูก ก็อยากจะได้ต้นกล้า แต่ไม่ได้ไปเลือกเอง สั่งให้พ่อค้ามาส่ง จึงไม่สามารถรู้ว่าเป็นหน่อที่ได้มาจากรุ่นไหน ถ้าได้หน่อกล้วยรุ่น 3 อาจเจอพวกด้วงงวงติดมาด้วย ขณะที่เทคนิคการแทงหน่อ การปาดหน่อคัดหน่อ ก็มีความสำคัญ คือหน่อที่ขึ้นมาเป็นหน่อที่สูง ก็จะเผื่อไว้เป็นหน่อที่ 2 ของรุ่นถัดไป รวมทั้งการไว้หน่อก็มีเทคนิคสำคัญ เช่น ไม่ไว้หน่อที่มันติดกับต้นแม่ เพราะเหง้ามันจะลอย แล้วต้นก็จะโค่นล้มง่าย แต่ถ้าไว้หน่อที่ห่างต้นแม่ หน่อเหง้าจะลึก ล้มยาก เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่า มีระบบน้ำแล้วจะดีได้เสมอไป แต่มันเริ่มตั้งแต่ปรับพื้นที่ หน่อพันธุ์ ถ้าแทงหน่อ คัดหน่อไม่ดี ก็กลายเป็นว่า เราต้องเอาหน่อกล้วยมาอนุบาลในดิน ที่ขุดหลุมไว้แล้ว อีก 1 เดือน กว่ามันจะฟื้นตัว เสียเวลาไปอีกเดือนฟรีๆ
นอกจากนี้ การจัดการธาตุอาหารตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อกำหนดสูตรและปริมาณปุ๋ยให้เหมาะกับแต่ละช่วงการเจริญเติบโต โดยใช้ปุ๋ยคอกปรับปรุงดินในอัตรา 1,000–1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งช่วงเตรียมแปลง และหลังปลูก 3 เดือน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหาร และลดต้นทุนการผลิต ขณะที่การจัดการผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว มีการค้ำยันต้นกล้วย ป้องกันความเสียหายของเครือ และกำหนดระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่ 58 วัน หลังตัดหวีตีนเต่า เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีขนาด คุณภาพ และความสุกแก่ตรงตามมาตรฐานตลาดส่งออก
ผลจากการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ทำให้ผลผลิตเพิ่มจาก 19,600 ผล เป็น 22,400 ผล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 14% ถือเป็นการยกระดับผลผลิตเกรด A จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 80 ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 26,365 บาท เป็น 54,078 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการเปลี่ยน “งานวิจัย” ให้เป็น “รายได้” ที่จับต้องได้ และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว

