อี้แทนคุณ -ทนายอั๋น สว.สำรอง-ภาคประชาชน บุก กกต. จี้เร่งสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว. ส่งศาล โชว์เอกสารหลักฐานผลนับคะแนน ไม่หวั่นอิทธิพล

7

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมด้วย พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร คณะสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ตัวแทนภาคประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต.เร่งสรุปสำนวนคดีการทุจริตหรือ “ฮั้ว สว.” และยื่นคำร้องต่อศาลโดยเร็ว โดยขอให้ กกต.ใช้ความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ ยึดพยานหลักฐานเป็นหลัก และไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือแรงกดดันใด ๆ

พ.อ.ไพบูลย์ เปิดเผยว่า คณะสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ผู้สมัคร สว.2567 และภาคประชาชน ได้ร่วมกันออกมาเรียกร้องให้ กกต.เร่งรัดการสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว. เพื่อส่งศาลโดยเร็ว และใช้ความกล้าหาญในการดำเนินการให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือแรงกดดันใด ๆ

เนื่องจากการจัดสัมมนาครบรอบ 2 ปี การเลือกสมาชิกวุฒิสภา ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีการนำพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์จริงมาเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตการเลือก สว. ต่อสาธารณชน แม้ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสำนวนการสืบสวนไต่สวนของคณะที่ 26 แต่ กกต.ก็ยอมรับว่ามีข้อมูลดังกล่าวอยู่จริงในสำนวน จึงน่าเชื่อได้ว่าการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมาเกิดการทุจริตและไม่เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม อีกทั้งยังมีพยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งพยานบุคคล เอกสาร พยานวัตถุ และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่สามารถยืนยันการกระทำผิดและเชื่อมโยงไปถึงบุคคลหลายกลุ่มที่ร่วมกันกระทำการทุจริตได้อย่างชัดเจน

สำหรับผู้ถูกกล่าวหามีจำนวนทั้งสิ้น 229 คน โดยมีทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และบางส่วนเข้าข่ายความผิดทางอาญา จึงขอให้ กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบ ดังนี้

  1. บุคคลใดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และมีความผิดทางอาญาร่วมด้วย ขอให้พิจารณาตามพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับแต่ละบุคคลอย่างชัดเจน และดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจัง
  2. สำหรับสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาจำนวน 138 คน ซึ่งมีพยานหลักฐานชัดเจน สอดคล้องต้องกัน ยืนยันได้ว่ามีกลุ่มขบวนการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อ กกต.ทั้งคณะ ซึ่งเคยมีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ห้ามผู้สมัครนำสมุด สว.3 และเอกสารใด ๆ รวมถึงโพย เข้าห้องประชุมเลือกรอบไขว้ อีกทั้ง กกต.ยังตรวจยึดโพยจากผู้สมัครได้ด้วยตนเองจำนวนมาก

ต่อมาคณะสืบสวนไต่สวนที่ 26 พบทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่สอดคล้องกัน จึงเป็นพยานหลักฐานที่ยืนยันโดยปราศจากข้อสงสัยว่าเกิดการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจริง มีการจัดทำโพยระบุหมายเลขผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาทั้ง 138 คน ปรากฏอยู่ในโพยครบทุกคน จากทั้งหมด 140 หมายเลข จึงถือว่าสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 138 คนเป็นผลิตผลของโพยทุจริต ได้รับการเลือกมาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ทางคณะผู้ร้องจึงเห็นว่า กกต.ต้องพิจารณาตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งกำหนดว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 138 คน

ซึ่งทางคณะสมาชิกวุฒิสภาสำรองและภาคประชาชน ซึ่งติดตามการทำงานของ กกต.มาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กกต.ทุกคนจะใช้ความรู้ ความสามารถ และความกล้าหาญ ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลใด ๆ วินิจฉัยคดีตามพยานหลักฐานและตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 กับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

โดยยกบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งห้าม กกต. เลขาธิการ กกต. ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ละเว้นหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือขัดขวางมิให้การเลือกเป็นไปตามกฎหมาย มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

นอกจากนี้ ยังอ้างถึงมาตรา 69 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 ที่กำหนดโทษ กกต. เลขาธิการ กกต. ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง คณะอนุกรรมการเลือกตั้ง รวมถึงพนักงานหรือลูกจ้าง หากกระทำหรือละเว้นการกระทำโดยมิชอบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่กำหนดโทษเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

รวมถึงขอให้ กกต.ดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและสังคม

สำหรับจดหมายเปิดผนึกถึง “ผู้ยิ่งใหญ่” ที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและจังหวัดบุรีรัมย์ โดยระบุว่า ปัจจุบันสังคมรับทราบอย่างกว้างขวางแล้วว่าเกิดการทุจริตการเลือก สว.ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และมีความเชื่อมโยงไปถึงฝ่ายการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น เปรียบเสมือน “รัฐประหารเงียบ” ที่ปล้นอำนาจนิติบัญญัติจากประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กกต.มีการดำเนินการล่าช้า ประวิงเวลา เปิดทางให้ สว.ที่ถูกกล่าวหาเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ รวมถึงมีการแต่งตั้ง กกต.ใหม่ 4 คน และตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเพิ่มเติม ทั้งที่คณะสืบสวนไต่สวนที่ 26 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว

การดำเนินการดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจในสังคมว่ามีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ใช้กลไกต่าง ๆ กดดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กกต. จึงขอวิงวอนให้ยุติการแทรกแซง และเปิดโอกาสให้ กกต.ปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระ สุจริต และเที่ยงธรรม ตามพยานหลักฐานและบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ด้าน อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ กล่าวว่า ตนเชื่อโดยสุจริตว่ากลไกที่เกิดขึ้นเป็นกลไกที่ไม่สุจริต และเป็นการทุจริตเชิงระบบ ซึ่งระบบเองมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการทุจริต พร้อมระบุว่าประเทศจะก้าวหน้าได้ต้องมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใส โดยตนและภาคประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารหลักฐานที่แสดงว่า “ใครเลือกใคร” ได้ จึงเห็นว่าหน่วยงานรัฐซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายยิ่งควรตรวจสอบได้มากกว่า พร้อมมองว่าคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ เพราะที่ผ่านมาเคยเห็นการทุจริตการเลือกตั้ง ส.ส. แต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับการเลือก สว.

สิ่งที่กังวลคือ หากพบว่ามีการทุจริตจริง อาจเข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง เพราะ สว.มีบทบาทในการคัดเลือกองค์กรอิสระและขับเคลื่อนกลไกตามรัฐธรรมนูญ หากที่มาของ สว.ไม่สุจริต ย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคะแนนและหมายเลขการเลือกไขว้ของผู้สมัครในแต่ละกลุ่มมีความตรงกันอย่างผิดสังเกต จนยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญหากไม่มีการตกลงกันมาก่อน

โดยหลักฐานที่ภาคประชาชนรวบรวมได้ แสดงให้เห็นว่ามีการออกแบบระบบเลือกไขว้ไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อจัดสรรบุคคลเข้าไปในแต่ละกลุ่มตามสัดส่วนที่กำหนด ไม่ว่าจะมีผู้สมัครกี่หมื่นคน ก็จะมีบุคคลในเครือข่ายเข้าไปอยู่ในระบบได้ประมาณ 20,000 คน พร้อมตั้งคำถามว่า หากประชาชนทั่วไปยังสามารถหาหลักฐานได้ เหตุใดหน่วยงานของรัฐจึงไม่สามารถตรวจพบ และตั้งข้อสังเกตว่าระบบอุปถัมภ์อาจทำให้สามารถจัดวางบุคคลเข้าสู่กระบวนการได้ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ทั้งที่ข้อมูลการลงคะแนนไม่ใช่ความลับและสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเลือกใคร

ตนฝากถึงทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ กกต. ว่า ขณะนี้ประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงนานาชาติ กำลังจับตาการทำงานของทุกหน่วยงาน พร้อมขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม เพราะทุกคนยังต้องการเห็นระบบการเมืองที่เป็นธรรม มีกติกาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และทำให้ผู้ที่รักษากติกาได้รับความเชื่อถือจากสังคม

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยังกล่าวเสริมว่า วันนี้พวกเรามทำกันมานานกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกับสังคมแล้ว กกต.ทำอะไรอยู่ วันนี้ออกมาขู่ฟ้องประชาชนที่เปิดเผยข้อมูลรวมถึงแหล่งข่าว ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นหลักฐานชี้ให้เห็นว่ามีการทุจริต ต้องบอกว่าการทำงานของกกต. ประเทศไทยต่างกับ กกต.ประเทศเกาหลี ซึ่งถ้าทาง กกต. ของเกาหลีได้ข้อมูลการทุจริต ทากกต. ก็ดำเนินการคุ้มครองพยานที่มาให้ข้อมูลโดยทันทีซึ่งต่างจาก กกต. ของเราที่ใครมาให้ข้อมูลก็แจ้งความกลับ ต้องบอกว่าถ้าคุณตรงไปตรงมาพวกเราก็ไม่ออกมาแบบนี้ วันนี้จึงออกมาเรียกร้องว่าอย่าขู่ประชาชนที่นำข้อมูลหรือหลักฐานการทุจริตออกมาเปิดเผย ถ้าจะฟ้องให้มาฟ้องตนเองทนายอั๋น และให้หามาตรการในการคุ้มครองพยาน