วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ทางสื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ สิบตำรวจเอก มังกร โคตรชมภู และ ส.ต.อ.วาริชัย ไชยวงค์ 2 ผบ.หมู่(ป.)สน.พหลโยธิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปให้การช่วยเกลือผู้ประสบภัย พร้อมเปิดใจถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม โดยส.ต.อ.มังกร เปิดเผยว่า ตัวเองกำลังจะออกเวรในเวลา 24.00 น. แต่ได้รับแจ้งเหตุเวลา 23.55 น ว่าจากวิทยุ 191 มีเหตุไฟไหม้ที่ยูเนี่ยนมอลล์ และโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งรับแจ้งเป็น 2 เหตุในคราวเดียวกัน จึงรีบเดินทางไปที่เกิดเหตุ และไปถึงภายใน 3 นาทีคือเวลา 23.58 น. โดยเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไปถึงที่เกิดเหตุสองคนแรก และปรากฏว่าขณะนั้น ด้านหน้าร้าน มีการจราจรติดขัดและมีผู้ได้รับบาดเจ็บนั่งอยู่บริเวณริมฟุตบาท 2-3 คน จึงปฏิบัติการตามหลักยุทธวิธีเผชิญเหตุ (LCAN) โดยการ แจ้งเหตุว่าเกิดเหตุที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย พร้อมกับถ่ายภาพ เพื่อรายงานสถานการณ์ต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อยืนยันเหตุว่ามีเหตุจริงและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากหน่วยอื่นเช่นเจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าทันสถานการณ์
โดยเฉพาะรถดับเพลิงที่ไม่สามารถเข้าถึงที่เกิดเหตุได้เนื่องจากมีข้อจำกัด จึงต้องเปิดการจราจรเพื่อให้มีการวิ่งสวนเลนและการจราจรป้องกันประชาชนจะได้รับอันตราย รวมถึงต้องมีการปิดกั้นสถานที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว และเริ่มมีเจ้าหน้าที่เข้ามาสนับสนุนหลายราย และยอมรับว่าขณะนั้นมีพลเมืองดีและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บมาขอความช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถช่วยได้ในทันทีเนื่องจากอยู่ระหว่างการประสานเหตุเ พื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด
โดยหลังจากที่ประสานงานทุกฝ่ายให้เข้ามาสนับสนุนแล้ว ตัวเองและคู่หู จึงนำรถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณด้านหลังร้าน ขณะนั้นพบกับพลเมืองดีที่กำลังช่วยเหลือผู้ได้รับาดเจ็บ โดยจุดดังกล่าวมีกลุ่มควันหนาแน่น จึงตัดสินใจวิ่งอ้อมไปทางหน้าร้าน เพื่อบอกเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่มีอุปกรณ์ครบ มาช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงแจ้งผู้บังคับบัญชาว่ามีผู้บาดเจ็บอยู่ด้านหลังร้านจำนวนรายหลาย
ขณะเดียวกันสังเกตุ เห็นว่ากลุ่มควันเริ่มจาง ทำให้เห็นว่ามีประชาขนจำนวนมาก นอนหมดสติอยู่ในร้าน เมื่อเข้าไปตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่อยู่บริเวณหน้าห้องน้ำชายและห้องน้ำหญิง ลักษณะนอนทับกัน หรือบางรายยื่นมือออกมาขอความช่วยเหลือ ซึ่งอยู่ห่างประตูทางออก (ลูกอม) เพียง 1 เมตร
หลังจากช่วยเหลือผู้ประสบเหตุออกมาด้านนอกก็ช่วยกันทำ CPR โดยสลับสับเปลี่ยนกับพลเมืองดี แต่ก็สังเกตว่าผู้บาดเจ็บแต่ละคนหมดสติแม้จะทำ CPR แล้วก็ไม่ฟื้น รอเพียงให้รถพยาบาลมารับไปส่งต่อโรงพยาบาล โดยยอมรับว่า กรณีช่วยซีพีอาร์ “บริส” นักร้องหญิง วงศ์ทศกัณฐ์ บริส จนมีสัญญาณชีพ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก ถึงกับเฮลั่น ที่น้องกลับมามีสัญญาณชีพ แต่สุดท้ายปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริง เพราะน้องเสียชีวิตในรถพยาบาล
ด้านสิบตำรวจเอก มังกร กล่าวว่า หลังจากที่สถานการณ์คลี่คลาย ขณะขณะที่กำลังนั่งพัก ตัวเองพร้อมด้วยตำรวจรวม 3 นาย รู้สึกร่างกายผิดปกติ รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ตัวเย็น จึงไปขออ๊อกซิเจน ในรถพยาบาลกู้ชีพ ก่อนจะถูกนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ได้ให้พักได้ แต่ห้ามหลับ
ทั้งคู่ ยอมรับว่ตอนเข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันและ ไม่มีคามรู้สึกกลัว แต่รู้สึกเสียใจ ที่เห็นภาพคนที่ช่วยเหลือไว้ กลายเป็นเคสดำและแดง จึงอยากฝากถึงข้าราชการตำรวจ ที่ต้องเผชิญเหตุ สถานการณ์ซึ่งหน้า อยากให้ใช้ยุธวิธีในการช่วยปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะทำให้เซฟชีวิตประชาชนได้มาก ส่วนผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ก็น้อมรับ และเข้าใจ เนื่องจากคนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ โดยหลังจากนี้จะต้องมีการทบทวนในเรื่องของการเข้าช่วยเหลือชีวิตประชาชน กรณีการทำซีพีอาร์ (CPR) เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้อยากขอบคุณดับ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เข้ามาสนับสนุนอย่างรวดเร็ว จนทำให้ช่วยเหลือประชาชนได้
ด้านพันตำรวจเอก สราวุธ บุตรดี ผกก.(สอบสวน) บก.สส.บช.น. และพนักงานสอบสวน บกน.2 คดีเพลิงไหม้โรงเบียร์ฯ ได้นำตัวพยานปากสำคัญ ซึ่งเป็นพนักงานในร้าน ไปชี้จุดเกิดเหตุเพิ่มเติม พร้อมกล่าวว่า ชายคนดังกล่าวเป็นพนักงานในร้านจึงจำเป็นต้องนำไปชี้จุดต่างๆ เนื่องจากอยู่ในเหตุการณ์คืนเกิดเหตุ ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้นำชายดังกล่าวไปชี้จุดแล้วครั้งหนึ่ง และวันนี้นำไปชี้จุดเพิ่มเติมในบางจุด เพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุมมากที่สุด
โดยทางสื่อมวลชนได้พยายามสอบถามชายคนดังกล่าวว่า ทำหน้าที่อะไร มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรในร้าน รวมถึงเป็นพนักงานร้านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบไฟหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวพยักหน้า และเดินเข้ารถไปโดยไม่ได้ให้คำตอบใดๆ

