วันนี้ (13 กรกฎาคม) ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ว่า ตนออกมาช่วง 05.00 น. พบผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ราย เป็นชาย 9 ราย หญิง 18 ราย ผู้บาดเจ็บ 63 ราย และอยู่ในภาวะวิกฤตอีก 22 ราย เบื้องต้นสามารถระบุตัวตนผู้เสียชีวิตได้แล้ว 6 ราย เป็น ชาย 3 ราย หญิง 3 ราย ส่วนที่เหลือถูกส่งตัวไปยังสถาบันนิติเวชวิทยาเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งนี้ กทม. ได้จัดตั้งจุดประสานงานเพื่อให้ญาติพี่น้องสามารถเข้ามาติดต่อและติดตามผู้สูญหายได้ 2 จุดหลัก ได้แก่ บริเวณสถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน ทางออกที่ 4 และที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งจะมีการตรวจพิสูจน์ DNA

นายชัชชาติยังกล่าวถึงอุปสรรคและสาเหตุสำคัญของความสูญเสียว่า ที่เกิดเหตุไม่ใช่สถานบริการ ขออนุญาตเป็นร้านอาหารและเครื่องดนตรี ต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณหน้าเวทีเมื่อช่วงเกือบเที่ยงคืน โดยไฟได้ลุกลามขึ้นเพดานอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกลุ่มควันจำนวนมาก แม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากสถานีสุทธิสารจะใช้เวลาเดินทางถึงที่เกิดเหตุเพียง 5 นาที แต่เพลิงก็ลุกลามเต็มพื้นที่แล้ว โดยพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการสำลักควัน ไม่ได้เกิดจากการถูกไฟคลอกหรือโครงสร้างถล่ม เนื่องจากเมื่อเข้าไปตรวจสอบภายในร้านพบว่าโครงสร้าง โต๊ะ และเก้าอี้พลาสติกยังคงอยู่ในสภาพปกติ ไม่ได้หลอมละลายแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาใหญ่เรื่องสิ่งกีดขวางบริเวณทางหนีไฟทั้ง 2 จุด ทางหนีไฟมี 2 ทาง ซ้ายก็ออกไปแล้วก็มีอยู่ติดกับห้องน้ำ แล้วมีคนไปหมดสติอยู่ตรงหน้าทางหนีไฟทางซ้ายหลายคนเลย เท่าที่ฟังคนให้การ แล้วบางคนก็หลงเข้าไปในห้องน้ำ ซ้ายมีการตั้งโต๊ะเพื่อขายลูกอมหน้าห้องน้ำ ทางขวาก็จะเท่าที่เข้าไปเนี่ยเห็นมีกล่องพวกเครื่องดื่มวางอยู่ ซึ่งสิ่งกีดขวางเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญในการอพยพหนีตาย

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานที่เกิดเหตุไม่ได้จดทะเบียนเป็นสถานบริการอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการที่กฎหมายกำหนดไว้ 3 โซน (พัฒน์พงษ์, RCA และสีลม) แต่เป็นการขออนุญาตเปิดเป็นร้านอาหารที่มีเครื่องดนตรีคล้ายสถานบริการ
นายชัชชาติ กล่าวถึงการสุ่มตรวจในพื้นที่ กทม. ทั้ง 50 เขตว่า แม้ว่าที่ผ่านมา กทม. จะเคยเข้าตรวจสอบสถานที่แห่งนี้เมื่อเดือนเมษายน และพบว่ามีทางหนีไฟ 2 ทาง มีไฟฉุกเฉินและป้ายบอกทางถูกต้องตามเช็คลิสต์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการเปิดให้บริการจริง จึงอาจจะต้องมีการสุ่มตรวจให้ละเอียดมากขึ้น ให้สภาพทุกวันเหมือนกับวันที่สุ่มตรวจ
นายชัชชาติ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงกฎหมาย ว่า คงต้องหารือร่วมกันในการขยายหรือว่าการปรับคำว่าสถานบริการให้เหมาะสมกับสภาพที่เปลี่ยนไปด้วย เพราะจริงๆ แล้วกฎหมายสถานบริการมันมีความเข้มข้น แต่การจำกัดโซนนิ่งยังจำกัดอยู่แค่ 3 โซนก็คงต้องดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ความเข้มข้นนี้มันครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงของทุกๆ ที่ด้วย

ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า หากพบว่าผู้ประกอบการมีการละเลยหรือทำผิดกฎหมาย จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงพิจารณามาตรการสั่งปิดหรือเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป
เมื่อถามว่าเจ้าของร้าน ประกอบกิจการในต่างจังหวัด มีการต่อเติมและเกิดไฟไหม้ เมื่อโดนพักใบอนุญาตจึงย้ายมาประกอบกิจการอีกที่หนึ่งโดยใช้ชื่อคนอื่นแทน นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนยังไม่มีข้อมูล แต่สุดท้ายต้องดูสิ่งที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน ถึงแม้จะมีประวัติดี แต่สิ่งที่ทําไว้ไม่ดีก็ไม่ได้ ต้องดูสิ่งที่เกิดขึ้นในร้าน ส่วนเรื่องประวัติเมื่อรวบรวมข้อมูล ก็จะทําให้เราพิจารณารายละเอียดขึ้น และเชื่อว่าฐานข้อมูลของ กทม. ก็จะไม่มีเรื่องนี้ แต่หาก ในอนาคตมีฐานข้อมูลก็จะทําให้เราตรวจสอบเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งพื้นที่ที่เกิดอยู่ในพื้นที่เอกชน ไม่ใช่ของ กทม.

