ผู้เชี่ยวชาญฯชี้จับตา “ดินไหลเข้าท่ออุโมงค์” เสี่ยงกว่าน้ำ เร่งตรวจรอยร้าวอาคารรอบรถไฟฟ้าสายสีม่วง หวั่นกระทบฐานราก-ถนนทรุด

4

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารรอบโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ หลังพบรอยร้าวหลายจุด เบื้องต้นยืนยันเป็นรอยร้าวที่ไม่กระทบโครงสร้างหลัก แต่ยังต้องเฝ้าติดตามการเคลื่อนตัวของอาคารอย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนความเสี่ยงจากน้ำพัดพาเนื้อดินไหลเข้าสู่อุโมงค์ ซึ่งอาจทำให้ผิวถนนทรุดและส่งผลกระทบต่อฐานรากอาคารเก่าโดยรอบ

เจ้าหน้าที่ทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (USAR) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงสร้างอาคารบริเวณถนนประชาธิปก หลังมีรายงานพบรอยแตกร้าวในอาคารหลายจุด เพื่อประเมินว่ามีการเคลื่อนตัวของอาคารจากเดิมหรือไม่ พร้อมตรวจสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ตรวจจับการสั่นสะเทือนที่ติดตั้งไว้รอบพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ได้ลงพื้นที่สำรวจอาคารโดยรอบโครงการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อาคารหลายแห่งมีรอยแตกร้าวจริง แต่รอยร้าวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในองค์ประกอบที่ไม่ใช่โครงสร้างหลักของอาคาร จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวอาคาร อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่ารอยร้าวมีการขยายตัวหรือเกิดการเคลื่อนตัวเพิ่มเติมหรือไม่

สำหรับงานก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินบริเวณบ่อรวบรวมน้ำ ซึ่งใช้รองรับน้ำจากการล้างรางและน้ำที่ตกค้างภายในอุโมงค์ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ก่อนดำเนินการก่อสร้างจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพดิน โดยใช้วิธีฉีดสารซีเมนต์หรือสารเคมีลงในชั้นดิน เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ลดช่องว่างในชั้นดิน และป้องกันการรั่วซึมของน้ำเข้าสู่อุโมงค์

อย่างไรก็ตาม ยังต้องตรวจสอบรายละเอียดว่าการปรับปรุงคุณภาพดินดำเนินการครอบคลุมพื้นที่และเป็นไปตามแบบก่อสร้างหรือไม่ เนื่องจากหากดำเนินการได้อย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำและดินจะไหลซึมเข้าสู่อุโมงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ศาสตราจารย์อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อุโมงค์ คือการที่กระแสน้ำพัดพาเนื้อดินใต้ดินไหลตามเข้าไปด้วย เพราะหากดินใต้ผิวดินสูญหายจำนวนมาก จะเกิดโพรงใต้ดินและอาจทำให้พื้นผิวถนนด้านบนทรุดตัวลงได้

นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อฐานรากของอาคารโดยรอบ โดยเฉพาะอาคารเก่าที่ส่วนใหญ่ใช้ฐานรากแบบเสาเข็มสั้น หากดินรอบเสาเข็มหรือใต้ฐานรากสูญเสียความแน่นและความสามารถในการรับน้ำหนัก ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของอาคาร และหากเกิดความเสียหายรุนแรง อาจนำไปสู่การพังถลายได้


ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามการเคลื่อนตัวของอาคารอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการตรวจสอบสภาพดินและระบบป้องกันน้ำรั่วซึมในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามและสร้างผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและอาคารโดยรอบ