หน้าแรกการเมือง"กัณวีร์" ชี้ มลพิษข้ามแดนจากเหมืองแร่เมียนมากระทบแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง รัฐไทยต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหา

“กัณวีร์” ชี้ มลพิษข้ามแดนจากเหมืองแร่เมียนมากระทบแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง รัฐไทยต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหา

วันที่ 8 ก.ค.69 นายกัณวีร์ สืบแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กล่าวถึง กรณีประชาชนออกมาเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและเหมืองแร่บริเวณพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงระหว่างประเทศที่รัฐไทยต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน

นายกัณวีร์ กล่าวว่า แม่น้ำไม่รู้จักพรมแดน แต่มลพิษข้ามแดนกำลังไหลเข้ามากระทบชีวิตของประชาชนไทยแล้ว แม่น้ำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสายน้ำบนแผนที่ แต่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ประมง การอุปโภคบริโภค เป็นระบบนิเวศของปลา สัตว์น้ำ ป่าไม้ และเป็นวิถีชีวิตของประชาชนสองฝั่งชายแดนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน

“คำถามคือ เมื่อแม่น้ำถูกคุกคาม ใครควรเป็นคนออกไปเรียกร้อง ประชาชนต้องออกมายืนหน้าสถานกงสุลเองหรือ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบต้องแบกรับความเสี่ยงเองหรือ ภาคประชาสังคมต้องเป็นด่านหน้าแทนรัฐไทยตลอดไปหรือ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ รัฐไทยต้องนำ ไม่ใช่ตาม”

นายกัณวีร์ ระบุว่า ในหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นเป็นหลักการสำคัญ แต่เมื่อผลกระทบจากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งข้ามพรมแดนเข้ามากระทบชีวิต สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไทย รัฐไทยย่อมมีหน้าที่ต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

“นี่ไม่ใช่การแทรกแซงเพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่คือการแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ หรือ constructive intervention เพื่อปกป้องชีวิตคน ปกป้องแม่น้ำร่วม และปกป้องสิ่งแวดล้อมร่วมของภูมิภาค”

นายกัณวีร์ เสนอว่า รัฐบาลไทยต้องใช้ทุกช่องทางทางการทูต ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบต้นตอของมลพิษอย่างโปร่งใส โดยต้องพูดคุยกับจีน เมียนมา และกลไกระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง รวมถึงผลักดันให้มีคณะตรวจสอบร่วมที่ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ภาคประชาชน และตัวแทนชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ

นายกัณวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐไทยต้องไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบเพียงการเก็บตัวอย่างน้ำเป็นครั้ง ๆ แล้วรอรายงานรอบต่อไป แต่ต้องมีมาตรการเชิงรุก ทั้งการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน ตะกอน ปลา และพืชผลอย่างต่อเนื่อง การเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา การวางระบบเตือนภัยด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษ ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งใดของพรมแดน

“สิทธิมนุษยชนไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นเขตแดน สิทธิในน้ำสะอาด สิทธิในสุขภาพ สิทธิในอาหารปลอดภัย และสิทธิในการดำรงชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำ คือหน้าที่ที่รัฐต้องปกป้อง”

นายกัณวีร์ย้ำว่า แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง คือเส้นเลือดของประชาชน เป็นชีวิตของชุมชนชายแดน และเป็นมรดกร่วมของภูมิภาค ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยืนให้ชัด พูดให้ดัง และทำให้จริง

“เรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อเผชิญหน้ากับใคร แต่เพื่อปกป้องประชาชนไทย ปกป้องแม่น้ำ ปกป้องธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุด คือปกป้องอนาคตของลูกหลานเราเอง” นายกัณวีร์ กล่าวย้ำ

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img